วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นวัตกรรมของ สุขภาพ ความงาม ความร่ำรวย

      เทคโนโลยีใหม่ สเต็มเซลล์แบบผง บรรจุในซอง (DOUBLE Stemcell) จากยุโรปที่ใช้แบบรับประทาน โดยส่งผ่านไปส่วนควบคุมประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วที่สำคัญเป็นผลิตภัณท์ที่ชนะการประกวดผลิตภัณท์ดีเด่นในยุโรปปี 2008 สกัดจากธรรมชาติ 100% ของแอปเปิ๊ล บลูเบอร์รี่ อชิเบอร์รี่ และผลแกรป สารสกัดที่ดีที่สุดจาก PhyToCellTec กับการได้รับรางวัลการันตี ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดของนวัตกรรม "ต้านความชรา" กับการต้านความเสื่อมได้ถึงระดับเซลล์ และ DNA เหล่าบรรดาคนดังมากมายทั่วโลก ที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้

    ความสวย ความหล่อ เป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน แต่จากสภาวะสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นมากมาย รวมไปถึงเกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายที่แก่เกินวัยอันควร สเต็มเซลล์คือเซลล์ต้นกำเนิดที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ที่มาทดแทนส่วนเซลล์ที่เสียไป ทำให้เซลล์ส่วนนั้นยังมีสภาพคงเดิม ทำให้สภาพร่างกายของคุณไม่เปลี่ยนแปลง การใช้งานสเต็มเซลล์ที่พบทั่วไปคือการทา การฉีดเข้าร่างกายหรือวิธีการอื่นที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่วันนี้ความยุ่งยากซับซ้อนจะหมดไป ด้วยนวัตกรรมเจ้าแรกในไทย

สารออกฤทธิ์ PhyToCellTec Malus Domestica ขณะนี้สามารถใช้ได้ทั่วโลก เป็นวัตถุดิบชิ้นแรกบนพื้นฐานเซลล์ต้นกำเนิดพืช หลังจากการเปิดตัว ได้รับความสนใจไปทั่วโลก Double stemcell ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้ว่า ดีต่อการชลอวัยมากที่สุด ด้วยแร่ธาตุเข้มข้นครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ด้วยผลงานวิจัยและรางวัลระดับโลกที่การันตีว่า "ดีที่สุด" สารออกฤทธิ์ใหม่จาก Apple ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเซลล์ส่วนสำคัญที่สุดของผิว จนทำให้งานวิจัยนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ INNOVATION PRIZE ในหมวด BEST ACTIVE INGREDIENT (นวัตกรรมแห่งเครื่องสำอางค์ยุโรป) เมื่อปี 2008 จากสถาบัน EUROPEAN COSMATIC
นี้คือคุณประโยชน์บางส่วนของสินค้า Double Stemcell ที่จะช่วยบำบัดร่างกายคุณ ให้กลับมาเหมือนเดิม




statistics history

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

8 ไอเดียอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพ


การทานอาหารกลางวันที่ดีต่อสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากต่อระบบย่อยอาหารของเรา เพราะเราจะต้องใช้เวลาอีกครึ่งวันเต็มๆในการสู้กับการเรียนหรืองานต่างๆ มันอาจยากที่จะหาเมนูอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพที่ให้พลังงานและไม่ทำให้ท้องคุณอืดเป็นชั่วโมง เพราะบางทีการที่เราอยู่ที่มหาวิทยาลัยหรือที่ทำงานนั้น ก็ไม่ได้มีเมนูอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพมากมายให้เราเลือกนัก แต่คุณรู้ไหมว่าการสรรหาอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพไม่ยากอย่างที่คิด เคที่ช่วยคุณได้ค่ะ นี่จะเป็น 8  ไอเดีย สำหรับเมนูอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพที่คุณต้องติดใจค่ะ


112
1. อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพอย่างผลไม้สด 
เป็นอะไรที่หาทานได้ง่ายๆ มันอาจจะหวานทำลายสุขภาพฟัน แต่ก็ดีกว่าคุณไปกินคุกกี้หรือขามหวานๆแน่ เพราะผลไม้สดมีประโยชน์ในตัวของมันอยู่แล้ว เช่น แอปเปิ้ล องุ่น มะม่วง ลองเลือกผลไม้ที่คุณชอบ ที่สำคัญผลไม้ยังไม่ทำให้คุณอ้วนอีกด้วย                                                                                                                                                                       
2. อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพอย่างผักสด
กินผักสดพร้อมผลไม้ เป็นความคิดที่ดีเชียว เพราะมันมีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายของคุณอย่างแน่นอน คุณรู้ไหมว่าแค่คุณกินผักเข้าไป แม้บางครั้งอาจจะน้อยนิด แค่เพียง แครอท หรือผักชี มันก็ดีต่อตัวคุณเองไม่น้อยเลยค่ะ
3. อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน
ใช่  มันอาจจะไม่ได้ดูดีเลยกับการกินไขมัน แต่มันเป็นอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพนะ เพราะอย่าลืมว่าคุณต้องใช้พลังงานอีกตั้งครึ่งวัน แต่ที่แนะนำก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณกินแต่เนื้อสัตว์อย่างเดียว คุณอาจเอามันไปผสมกับสลัดของคุณด้วย เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบครัน
4. อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพประเภทธัญพืช
หากคุณจะกินขนมขบเคี้ยวในช่วงบ่าย เราขอแนะนำของหวานหลังอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพอย่างเมล็ดธัญพืชเลย เพราะมันดีต่อสุขภาพจริง ไม่มีไขมัน จะเป็นธัญพืชอะไรก็ได้ ที่คุณชอบค่ะ
5 . อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพแบบถั่วๆ
ถั่วเป็นอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพอีกความคิดที่ดีจริงอะไรจริง ถั่วหนึ่งกำมือให้ไขมันต่ำ และยังไม่สร้างคอเลสเตอรอลให้กับคุณอีกด้วย จึงถือเป็นอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนรักสุขภาพเลยทีเดียว
6 . อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพ…พาสต้า
สำหรับคนที่รักการกินอะไรเส้นๆ พาสต้าเป็นอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพที่ดี ใส่น้ำมันมะกอกไปนิด ผักสุกหน่อยๆ ใส่มะเขือเทศลงไป แล้วเอาไปเข้าไมโครเวฟ  ทำง่ายแถมมีประโยชน์ด้วย
7 . อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพเช่น นมหรือน้ำ
ทำไมคุณไม่มองข้ามน้ำอัดลมไปซะบ้าง ในมื้อกลางวัน หรือแม้แต่ในขณะที่คุณทำงาน หากคุณกระหายน้ำ เอาแค่น้ำเปล่า หรือนม มาดื่ม มันก็ดับกระหายได้ มีประโยชน์กว่าน้ำอัดลมที่คุณๆดื่มตั้งเยอะ ที่สำคัญนมยังมีประโยชน์ด้วย
8 . อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
อาหารแปรรูป เช่น ซุปกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะมันมีไขมันและโซเดียมมาก ที่สำคัญมันอาจจะทำให้คุณติดและอยากกินทุกวัน  อย่าลืมว่ามันไม่มีประโยชน์หาอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพอย่างอื่นยังดีกว่านะคะ
อาหารกลางวันเพื่อสุขภาพหาได้ง่ายและทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ยากเกินไปด้วย นี่เป็นอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพที่ดีต่อคุณ หรือหากคุณมีอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพอะไรอื่นแนะนำ ก็มาบอกเล่ากันได้ค่ะ จะถือเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆมากเลย

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

ธัญพืช สำคัญอย่างไร

ธัญพืชชนิดต่างๆ คงเคยผ่านหูผ่านตาท่านผู้อ่านมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามอยู่ในใจอย่างเช่น “ธัญพืชที่ควรรับประทานตามแนวทางของ
ชีวจิตมีอะไรบ้าง” “มีวิธีรับประทานอย่างไร” และ “ในเจ้าธัญพืชเม็ดเล็กๆ เหล่านี้มีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่” เรามีคำตอบมาฝาก


เริ่มจากบทพิสูจน์ที่ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ยืนยันถึงคุณประโยชน์ของธัญพืชว่า
เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร เนื้อ นม เนย ไข่ กลายเป็นของหายากและมีราคาแพง ประชาชนส่วนใหญ่จึงต้องรับประทานข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์เป็นหลัก ปรากฏว่าช่วงนั้นชาวยุโรปเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งน้อยมาก
ทั้งนี้เนื่องจากข้าวเมืองหนาวทั้งสองชนิดนี้ มีสารแอนติออกซิแดนต์สูง จึงช่วยป้องกันความเสื่อมและการถูกทำลายของเซลล์ทั่วร่างกาย อันเป็นสาเหตุของมะเร็งได้”
นอกจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ที่จัดเป็นธัญพืชเมืองหนาว หรือข้าวฝรั่ง ตามคำนิยามของอาจารย์สาทิสแล้ว ยังมีข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวฟ่าง ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
โดยข้าวสาลีจะมีประโยชน์สูงสุดถ้าไม่ผ่านการขัดขาว จะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดี โดยเฉพาะถ้าเป็นจมูกข้าวของข้าวสาลีพันธุ์ Wheat จะอุดมไปด้วยวิตามินอี รักษาสิวได้ชะงัด
ส่วนข้าวไรย์ คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อนัก ข้าวไรย์เป็นพืชตระกูลข้าวสาลีที่มีประโยชน์สูงไม่แพ้ธัญพืชชนิดอื่น โดยเป็นแหล่งรวมของวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และมีกรดแอมิโนไลซีนสูง ช่วยเสริมระบบการเผาผลาญอาหารและการเติบโตของร่างกาย
สุดท้ายในกลุ่มนี้เป็นข้าวฟ่าง ที่อุดมไปด้วยเส้นใย จึงย่อยง่าย อีกทั้งยังมีสารโปรตีนในปริมาณใกล้เคียงกับถั่วเหลืองมีทั้งธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม และวิตามินบี 3 สูง
ต่อมาเป็นกลุ่มธัญพืชคุณค่าสูง หากินได้ง่าย แถมราคาเบา นำขบวนมาด้วยข้าวโพด แหล่งคาร์โบไฮเดรตและสรรพคุณทางยา ช่วยบำบัดโรคดีซ่านและตับอักเสบได้
ลูกเดือย ประกอบด้วยวิตามินบี 3 ธาตุแมกนีเซียมและโพแทสเซียม์ ซึ่งช่วยบำรุงระบบการทำงานของประสาท
ลูกบัว เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีและยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงหัวใจ ไต และประสาท แถมช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงได้ด้วย
ถั่วหลากชนิดที่ชีวจิตแนะนำให้เป็นทางเลือกทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์
งา ธัญพืชสีดำ มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิตและความเครียดได้
สำหรับวิธีการบริโภคตามแบบชีวจิตนอกจากจะรับประทานควบคู่กับข้าวกล้องในปริมาณครึ่งหนึ่งของอาหารทั้งหมด ในแต่ละมื้อตามที่อาจารย์สาทิสแนะนำแล้ว เรายังรับประโยชน์จากธัญพืชโดยการดื่มน้ำอาร์ซีได้อีกทางหนึ่งด้วย
เนื่องจากส่วนประกอบหลักของน้ำอาร์ซี คือ ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย ลูกบัว ข้าวกล้อง ข้าวเหนียวกล้อง ข้าวมันปู และข้าวโอ๊ต ซึ่งมีดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอจากธรรมชาติ จึงทำให้ร่างกาย
กระปรี้กระเปร่า ลดอาการอ่อนเพลียได้เป็นปลิดทิ้ง
ทราบข้อมูลดีๆ เช่นนี้แล้ว อย่าลืมเติมประโยชน์ให้ร่างกายด้วยธัญพืชกันนะ

8 วิธีปิดฉากปะทะความเครียด

เกิดอาการหงุดหงิด รำคาญคนใกล้ตัวโดยไร้สาเหตุ อารมณ์เสียทะเลาะกับ
หวานใจบ่อยๆ เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องหากเช็คแล้วดีกรีความสวีทครั้งล่าสุดยัง
อยู่ในเกณฑ์ปกติดีและขณะนั้นไม่มีการแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกายคุณ
อยู่ละก็ขอสันนิษฐานว่าอาการ ดังกล่าวคือสัญญาณของความเครียดที่คุณอาจ
กำลังระบายใส่เขาโดยไม่รู้ตัว

นักจิตวิทยาบอกว่า ความเครียดเกิดจากการที่คนเรามีความสามารถ
ในการปรับตัวและรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆไม่เท่ากัน ต้นตอส่วนมาก
จะมา จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเราเช่น การเงิน การงาน
ครอบครัว ประกอบเข้ากับวิธีคิดและประเมินสถานการณ์ของแต่ละคนซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกระดับของความเครียดว่ามากหรือน้อยแค่ไหน
เช่น คนมองโลก ในแง่ดีมีแนวโน้มว่าจะเครียดน้อยกว่าคนมองโลก
ในแง่ร้ายส่วนคน ที่มีเพื่อนคอยให้ความช่วยเหลือก็จะเครียดน้อย
กว่าคนที่อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง
 

8 วิธีต่อไปนี้ คือการป้องกันการปะทะอารมณ์เครียด ซึ่งค่อยๆ ฝึกฝนด้วยกันได้
1. อยู่เงียบๆสักพัก คุณอาจนั่งนิ่งๆปล่อยสมองให้ปลอดโปร่งอยู่ตามลำพังก่อนจะกลับบ้านลองใช้
    เวลาสักสิบห้านาทีอยู่เงียบๆ หยิบหนังสือมาอ่าน หรือนั่งฟังเพลงสักพัก เพื่อให้ความเครียด
    ลดระดับลง

2. ถอยหลังหนึ่งก้าว เมื่อความเครียดพร้อมใจเข้ามาหาคุณและเขาในเวลาเดียวกันที่สำคัญการยอม
    เสียสละต้องไม่มีขีดจำกัดไม่มีคำว่าแค่นั้นพอหรือแค่นี้พอแต่ต้องทำด้วยความเต็มใจเพราะคง
    ไม่ดีแน่ หากเขารู้ว่าคุณก็แอบรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ ที่ต้องมานั่งฝืนเอาใจเขา

3. บ่นได้แต่อย่าใช้อารมณ์ การบ่นไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่กลับเป็นโอกาสดีเสียอีกที่คุณได้้ผลัดกันพูด
    และผลัดกันฟัง แต่พึงระวังไว้อย่างหนึ่งคืออย่าถือเอาคำพูดของเขามาเป็นอารมณ์ส่วนตัวอย่าคิดว่า
    เขากำลังโมโหใส่คุณ ทั้งที่ความจริงเขากำลังระบายเรื่องวุ่นๆที่ทำงานอยู่

4. หาสาเหตุของความเครียด พูดคุยกันดีๆ อย่างมีเหตุผล ว่าวันๆ เขาเป็นอย่างไรส่วนคุณเจอเรื่องดี
    เรื่องร้ายอะไรมาบ้าง เล่าให้เขาฟังว่าอะไรคือปัญหาของคุณ และขอให้เขาเล่าให้คุณฟังเช่นเดียวกัน
    วิธีนี้คือการให้กำลังใจด้วยการรับฟังระหว่างนั้นลองนึกดูดีๆ ว่าจะช่วยเขาแก้ปัญหาหรือให้กำลังใจ
    ได้อย่างไร

5. ถามและตอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะเขาและคุณอาจต้องการสิ่งที่แตกต่างกันเมื่อเกิด
    ความเครียด การถามกันตรงๆและตอบตามความรู้สึกที่แท้จริงจะทำให้เข้าใจและช่วยกันหาวิธีแก้ไข
    ความเครียดได้ตรงจุดมากขึ้น

6. ฝึกสังเกตอาการเครียด จำไว้ว่าเมื่อเครียดแล้วเขามีอาการอะไรบ้าง (และอย่าลืมบอกให้เขา
    สังเกตคุณด้วย) บางคนเวลาเครียดอาจจะเก็บไว้เงียบๆหรือไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ ส่วนบางคนก็บ่นออก
    มาดังๆ ฉะนั้นคุณต้องเข้าใจว่าเขาอาจแสดงอาการเครียดต่างจากคุณก็ได้ และไม่มีวิธีไหนดีกว่าหรือ
    แย่ไปกว่ากัน

7. รู้จักให้อภัย ความโกรธเล็กน้อยในใจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณไม่มีความสุข จำไว้ว่าการตำหนิว่า
    ใครผิดไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะสุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรู้ว่าเป็นความผิดของใคร
    ควรปล่อยวาง และให้อภัยเสียบ้าง นอกจากนี้คุณอย่าคาดหวังความเพอร์เฟ็คท์จากตัวเขา หรือแม้
    แต่ตัวคุณเอง พวกเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์มักลงเอยด้วยการสร้างความเครียดโดยไม่จำเป็น

8. หาโอกาสดูแลกันและกัน เป็นต้นว่าผลัดกันนวดเบาๆ หรืออาบน้ำอุ่นๆ ด้วยกัน ไปดินเนอร์
    นอกบ้านดูคอนเสิร์ตนักร้องคนโปรด หรือเปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อนไกลๆ เพื่อเป็นการรีแล็กซ์
    แทนที่จะใช้ชีวิตประจำวันตามแบบเดิมๆ ของคุณ ไม่จำเป็นว่าต้องไปไหนไกลๆ เป็นเวลานานหรือ
    ราคาแพง แค่ไปทะเลหนึ่งคืนก็ช่วยชาร์จพลังและเพิ่มความสดใสให้คุณสองคนได้แล้ว
สำรวจความเครียดของตัวเองวิธีง่ายๆ คือเช็คดูว่าคุณมีอาการต่อไปนี้บ้างไหม
  • จู้จี้ขี้บ่น ชอบชวนทะเลาะ
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • เป็นหวัดหรือไม่สบายบ่อยๆ
  • ปวดหัว หลัง หรือท้ายทอย
  • ไม่มีสมาธิ หลงลืมง่าย
  • วิตกกังวลจนต้องพึ่งยานอนหลับ
  • เบื่ออาหาร
  • ความสุขทางเพศลดลง
ถ้าพบว่าตรงเกินกว่า 4 ข้อ คุณกำลังเข้าขั้นเครียดในระดับสูง หากไม่รีบจัดการจะนำไปสู่ความเครียด
เรื้อรังหรือเกิดโรคต่างๆ ตามมาได้
 
อาหารบางประเภทยังช่วยคลายเครียดได้
  • ขนมปังโฮลวีท แป้งถั่ว และมันฝรั่ง มีคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตช่วยให้สมองหลั่งสารซีโรโทนิน
    ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยระงับความเครียด
  • แคลเซียมและแมกนีเซียมในผักใบเขียว ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
  • ชาสมุนไพร เช่น คาโมมายล์ มิ้นต์ หรือชาเขียว ช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย
  • การรับประทานอาหารมื้อเล็กๆ ระหว่างวัน เช่น โฮลวีทแครกเกอร์หรือโยเกิร์ตช่วยให้ระดับน้ำตาล
    ในเลือดคงที่

dream weaver tracker

แก้โรคเครียดในที่ทำงาน

หากรู้สึกว่างานที่ทำ กำลังปลุกต่อมเครียดให้ชีวิต เรามีวิธีช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ง่ายๆ แถมเติมโบนัสทางความคิดและมุมมองดีๆ แบบนี้


  • สูดกลิ่นหอม ลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จะช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียดๆ ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้อย่างกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยตรงโต๊ะทำงาน เชื่อสิว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเลยเชียว
     
  • หนังสือบำบัด หาหนังสือที่อ่านแล้วสบายใจเล่มบางๆ มาไว้ใกล้มือ เครียดเมื่อไร หยิบมาพลิกอ่านสักหน้าสองหน้า แก้เครียดได้ดีเหมือนกัน
     
  • จินตนาการแสนสุข ดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน โดยหลับตาแล้วหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วหยุดไว้สองวินาทีก่อนหายใจออก ทำให้ระบบประสาทสงบลง ทำแบบนี้สัก 5 นาที รับรองว่าจะรู้สึกดีแบบทันตาเห็น จากนั้นก็นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในการทำงาน เช่น วันที่ได้รับคำชมจากเจ้านาย หรืองานชิ้นโบแดงที่คุณทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ
     
  • ตากอากาศระยะสั้น เมื่อความเครียดรุมเร้าก็ไม่ควรอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ควรหาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์ใกล้ๆ ธรรมชาติสักพัก อาจเป็นสวนหย่อมในที่ทำงานหรือคาเฟทีเรียใกล้ๆ จากนั้นเดินผ่อนคลายและหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่มันมาจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป
     
  • รู้จัก เมื่อถึงเวลา ในชีวิตการทำงานมักมีหลายเรื่องที่เข้ามากระทบความรู้สึกจนเกิดอารมณ์ แต่แทนที่จะตอบโต้กลับทันทีอย่างขาดสติ จนอาจทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต การเดินหนีไปก่อน รอให้อารมณ์เย็นลง หรืออยู่กับโต๊ะทำงานตัวเองเงียบๆ จัดข้าวของหรือหาอะไรทำที่ไม่ต้องใช้สมาธิสูงมากลดความเครียดลงได้ จนกว่าคุณพร้อมที่จะกลับมาลุยงานอีกครั้ง
     
  • โทรหาเพื่อนรู้ใจ ระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ การมีคนรับฟังและให้คำปรึกษาจะทำให้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า คุณไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลก แต่ขอเตือนว่าอย่าเมาท์เพลินจนเสียงานก็แล้วกัน
     
  • อย่าคาดหมายล่วงหน้า การมัวแต่คิดถึงการนัดหมายสำคัญๆ ในวันรุ่งขึ้น จะทำให้เข้านอนพร้อมกับความกังวลและเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก ทางที่ดีทำใจให้สบาย ผ่อนคลายให้มากที่สุด บอกตัวเองว่าพักให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้จะดีเองจากนั้นตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวจนมั่นใจโดยไม่อ่อนเพลีย
  • ทดลองหลับ บางตำรากล่าวไว้ว่า วิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาความเครียดคือ การฝึกจิตง่ายๆครั้งละ 10 - 15 นาที เช้าและเย็น ด้วยการนั่งสบายๆที่โต๊ะทำงานของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่วางไขว้กัน หรือหาที่เหมาะๆ นอนเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบายเพื่อผ่อนคลายง่ายๆ ในทางทฤษฎีบอกว่า เมื่อคุณหลับตา จะสามารถตัดข้อมูลต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์
     
  • เชื่อในพลังแห่งการสัมผัส ถ้ามีเพื่อนสนิทในที่ทำงานอาจสลับสับเปลี่ยนกันนวดบรรเทาอาการเครียด เพราะการโอบกอดหรือสัมผัสเบาๆเวลารู้สึกเหนื่อยล้าจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ชื่อออกซิโทชิน ช่วยลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
     
  • สร้างอารมณ์ขัน หลังจากทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ลองชวนเพื่อนที่มีอารมณ์ขันคุยเบาๆ จะช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง คนที่หัวเราะง่ายมักมีสุขภาพกายและจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาททางหนึ่งด้วย
     
  • หามุมสงบ ฟังเพลงเบาๆ โดยเฉพาะเพลงแนว Meditationทั้งเสียงบรรเลงดนตรีและเสียงธรรมชาติ อย่างเสียงคลื่น น้ำตก นกร้องรับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคืนสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์
     
  • สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ความผิดพลาดบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ จำเป็นต้องยอมรับแล้วใช้เป็นบทเรียน แต่จงอย่าให้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นสิ่งที่มากดดันให้คุณเครียดจนเกินไป อย่ามัวคิดถึงสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วควรเปิดใจให้กว้างและกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาในการหาทางแก้ไขให้ดีขึ้น
     
  • คิดทางบวก จำไว้ว่าการมองโลกในแง่ดีมีอารมณ์ขัน คิดถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมาในชีวิตให้บ่อยขึ้น นึกถึงความปรารถนาดีของคนอื่นที่มีต่อคุณ ก็จะช่วยให้เป็นคนที่เครียดน้อยลงและมีความสุขมากขึ้นได้
     

Canon Pixma MP520

สังเกตเหงื่อ สังเกตโรค

     ได้ยินว่าตำแหน่งของการเกิดเหงื่อ กระทั่งปริมาณของเหงื่อที่หลั่งออกมา สามารถบ่งชี้อาการของโรคบางชนิดได้ จึงชวนให้ไปหาคำตอบ ว่าเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดพรายเต็มใบหน้าในขณะนี้ บอกอะไรกับเราได้บ้าง

รู้จักเหงื่อกันดีหรือยัง

       1. เหงื่อที่ผลิตจาก Eccrine Sweat Glands มีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีกลิ่น ร่างกายจะขับเหงื่อชนิดนี้ออกมาเวลาทำกิจกรรมหนักๆ หรืออยู่ในสภาวะอากาศร้อน

       2. เหงื่อที่ผลิตจาก Apocrine Sweat Glands เป็นต่อมเหงื่อที่กระจายตัวอยู่บางตำแหน่งของร่างกาย เช่นรักแร้ขาหนีบทวารหนักหัวหน่าวก้นแผ่นหลังมีส่วนผสมของไขมันและกลิ่นเฉพาะตัวอยู่ด้วย


สังเกตโรคจากเหงื่อ 

       ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ มีอาการเหงื่อซึมทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้างร่วมกับมีอาการหงุดหงิดง่าย มือสั่น ใจสั่น น้ำหนักลด ตาโปน ผมร่วง เหนื่อยง่าย ใจสั่น และหิวน้ำบ่อย

       วัณโรค หากมีเหงื่อออกมากทั่วตัวในเวลากลางคืนสลับกับเป็นไข้ ไอเรื้อรัง รู้สึกเบื่ออาหารและน้ำหนักลด ติดต่อกันอย่างน้อย 2 อาทิตย์ ควรไปพบแพทย์เป็นการด่วน เพราะอาการเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้อย่างหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

       เบาหวาน คนที่เป็นเบาหวานและมีอาการแทรกซ้อนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จะมีอาการเหงื่อซึมทั่วตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งเกิดจากตับผลิตอินซูลินน้อยเกินไปจนไม่พอดีต่อการใช้งาน ส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ ทั้งนี้จะมีอาการใจสั่น เหนื่อยหอบและรู้สึกหวิวๆ เหมือนจะเป็นลมร่วมด้วย

       โรคหัวใจ ในกรณีของคนที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีอาการเหงื่อออกมาร่วมกับอาการใจสั่น เหนื่อยหอบ ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจถูกกระตุ้นให้ส่งสัญญาณความผิดปกติไปที่ระบบประสาทส่วนกลาง

       ภาวะใกล้หมดประจำเดือน เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนน้อยลงกว่าเดิม ทำให้ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) มีอารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ ประจำเดือนมาน้อยหรือมามากกว่าปกติ และมีอาการวูบวาบตามตัว ซึ่งร่างกายจะระบายความร้อนออกมาในรูปของเหงื่อ

       อย่างไรก็ตาม อาการบ่งชี้ข้างต้น อาจต้องมีปัจจัยร่วมอีกหลายประการ ทางที่ดีคือการดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี ดื่มน้ำวันละ 1 ลิตรเป็นอย่างนั้อย และหมั่นออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของรูขุมขน   ยังเป็นคาถานำพาเราห่างไกลโรคได้เสมอ

      

AmazingCounters.com
Macys Online

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ของหมักดอง ได้ประโยชน์แถมอร่อย


เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ความจริงอีกด้านของอาหารหมักดองก็ถูกเปิดเผย โดย
เฉพาะสารอาหารบางอย่างที่ร่างกายต้องการในแบบที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ แต่สิ่งนั้นอยู่ในของหมักดอง!

อาหารทุกชาติภาษา ล้วนแต่มีอาหารประเภทหมักดองทั้งนั้น เช่น เกาหลีมีกิมจิ ฝรั่งมีโยเกิต ญี่ปุ่นมี
มิโซะ โปแลนด์มีซาวเออร์เคร้าท์ และอินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรม ก็มีอาหารที่มีของหมักดองเรียกว่าลาสซี่ เมื่อเอ่ยถึงของหมักดอง เราอาจจะนึกถึงข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเลือกให้ดีและ
เหมาะสมก็มีประโยชน์และยังอร่อยอีกด้วย ที่สำคัญในของหมักดองยังมีสารอาหารบางอย่างที่ร่างกายต้องการแต่ไม่สามารถผลิตเองได้ด้วยนะคะ
  • รู้เรื่องการดองกันก่อน
    โดยทั่วไปการดองแบ่งเป็น 2 อย่างง่ายๆ คือ การดองเปรี้ยวและการดองเค็ม การดองเปรี้ยวทำได้ 2
    แบบ แบบแรก ดองอาหารในน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นไม่มาก ประมาณ 5 - 8% แบบที่ 2 ทำโดยดองอาหารไว้ในน้ำส้มสายชูที่ปรุงเสริมให้กลมกล่อมด้วยน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศ ส่วนการดองเค็ม ทำได้โดยดองอาหารไว้ในน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นสูงประมาณ 20 - 25% อาหารที่ได้จะมีรสเค็มและ
    สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าอาหารดองเปรี้ยว
  • หมักดองสร้างของดี
    ในกระบวนการหมักดองจนได้ที่ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ตัวดี ซึ่งช่วยสร้างรสชาติอร่อยอย่างรส
    เปรี้ยว อันเกิดจากจุลินทรีย์ย่อยคาร์โบไฮเดรตจนกลายเป็นกรดแลคติก เจ้าเชื่อจุลินทรีย์ตัวดียังไปฆ่า
    เชื้อจุลินทรีย์ตัวร้าย อย่างเช่น แบคทีเรียอีโคไลที่อยู่ในผักสด ของสด แต่ไม่สะอาด มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง จนได้ของดีเอาไว้กิน นอกจากนั้น เชื้อจุลินทรีย์ตัวดีนี้ยังสร้างวิตามินและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย ซึ่งถ้าเป็นอาหารหมักดองในกลุ่มพืช เช่น ผักดอง ถั่วหมักดอง นัตโตะ จุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียบาซิลัส ซับทีลิส ก็จะช่วยย่อยให้เกิด วิตามิน B2 หรือไรโบฟลาวิน ที่มี
    บทบาทช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกาย เพราะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ขณะเดียวกัน ยังทำหน้าที่เสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ และแปลงวิตามิน B6 และโฟเลตให้อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้งานได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและการสร้างเม็ด
    เลือดของร่างกาย ตามมาด้วย วิตามิน B12 ที่ช่วยสังเคราะห์ดีเอ็นเอและการเจริญเติบโตตามปกติของเม็ดเลือดแดง แถมยังช่วยลดการสะสมไขมันในตับ และป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
รู้หรือไม่?
การหมักดองจะช่วยรักษาและเพิ่มวิตามิน เช่น วิตามินบี 1 ในหัวไช้เท้าดองจะเพิ่มขึ้น 12
เท่าจากหัวไช้เท้าสด และให้ใยอาหารมากกว่าผักสดถึง 4 เท่า (ในน้ำหนักที่เท่ากัน) เพราะเกลือทะเลทำให้ผักยุบตัวลง เราจึงกินได้มากขึ้น และได้ใยอาหารมากขึ้นไปด้วย
หากเป็นอาหารหมักดองในกลุ่มเนื้อสัตว์ ก็จะได้สารอาหารอย่าง อะมิโนแอซิด มาแทน ทั้งชนิดที่ร่างกายผลิตเองได้ และชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ โดยจะมีเชื้อจุลินทรีย์ตัวดีหลายตัวมาช่วยย่อย อาทิ
แบคทีเรียเปปไทด์ สำหรับอะมิโนแอซิด ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายต้องการ เพราะโปรตีนในร่างกาย เช่น
กล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง เลือด เอ็น อวัยวะ ต่อม ผม เล็บ เอนไซม์ ฮอร์โมน แอนติบอดี้และของเหลวต่างๆ
(ยกเว้นน้ำดีและปัสสาวะ) ไม่สามารถถูกสร้างหรือคงอยู่ได้โดยปราศจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโน

นอกจากนี้แบคทีเรียที่มีในอาหารหมักดอง จะช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร และผลิตวิตามินบางอย่างให้ร่างกาย ทำให้ลำไส้ลื่น ซึ่งเป็นผลให้แบคทีเรียที่เป็นโทษไม่สามารถยึดเกาะเพื่อที่จะทำให้
ร่างกายเกิดเจ็บป่วยได้

ทั้งนี้เพียงแต่ต้องรู้จักกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป และเลือกกินของหมักดองที่ได้คุณภาพ
ผ่านการรับรองความสะอาดและปลอดภัยเป็นหลักนะคะ
รู้ไว้ใช่ว่า!
อาหารหมักดองเป็นของแสลงจริงหรือ?
โบราณมีความเชื่อว่า อาหารหมักดองเป็นของแสลง หรือเป็นอาหารที่อาจสร้างความเจ็บป่วยให้
กับผู้บริโภคบางกลุ่มได้ เช่น คนที่เพิ่งหายไข้หรือกำลังป่วยอยู่ สตรีมีครรภ์ เด็ก และคนชรา จึง
ห้ามคนเหล่านี้รับประทานอาหารหมักดอง อย่างไรก็ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดองด้วยเหตุผล
หลักดังนี้
1 ปริมาณโซเดียมหรือเกลือที่มีค่อนข้างสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่นผู้ป่วยมะเร็ง
โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ไตตับ หัวใจ และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

2 ความสะอาด เนื่องจากในการหมักดองอาหารนั้นจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา หากไม่ควบคุมกรรมวิธีในทุกขั้นตอนให้สะอาดเพียงพอ ระหว่างการหมักดองก็อาจจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายเติบโตขึ้นในอาหารได้
3 สารปนเปื้อนอื่นๆ ข้อแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า วัตถุที่ใช้ปรุงรสอาหารหมักดองที่ดีก็ต้องเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างเกลือและน้ำตาล ไม่ใช้สารปรุงแต่งรสที่มีอันตรายซึ่งอาจตกค้างในร่างกายได้ อย่างสีที่มีสารประกอบของโลหะหนัก ขัณฑสกรหรือดีน้ำตาล
สารบอแร็กซ์หรือผงกรอบ เป็นต้น
ข้อแนะนำ
เพื่อให้อาหารหมักดองมีคุณค่ากับร่างกายอย่างแท้จริง เรามีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่อยากให้คุณมองข้าม
ดังนี้ค่ะ
- หากเลือกได้ ควรจะเลือกบริโภคอาหารหมักดองที่ผ่านกระบวนการที่สะอาดและมีมาตรฐาน โดยดูจากฉลากและหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายมาตรฐาน
- ใครที่กลัวว่ากินผักดองแล้วปริมาณเกลือจะมากเกินไป ควรกินผักดองสด มากกว่าผักดองแห้งซึ่งเก็บไว้ได้นาน
- ทำความสะอาดก่อนบริโภค ในกรณีที่ต้องซื้ออาหารหมักดองจากตลาดสดที่มักวางขายสินค้าไว้ในชามอ่างที่มีลักษณะเปิด หลังจากซื้อมาก็ควรจะทำความสะอาดโดยล้างน้ำเปล่าหลายๆ ครั้งเสียก่อน 
- ปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิสูงๆ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค เช่น บิดหรือท้องร่วง ด้วยการต้มหรือนึ่งในระยะเวลานานพอสมควร จึงจะถือว่าปลอดภัย
- ทำเองปลอดภัยกว่า หากคุณชอบรับประทานอาหารหมักดองบ่อยๆ ก็มีข้อแนะนำว่า น่าจะลองใช้วิธีดองหรือหมักอาหารที่บ้าน เพราะนอกจากจะสามารถควบคุมทั้งความสะอาด การใช้เครื่องปรุงรสที่มาจากธรรมชาติ เช่น เกลือ น้ำตาล และน้ำส้มสายชู โดยปราศจากสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่มักจะพบในอาหารหมักดองตามท้อง
ตลาด

สำหรับชาวญี่ปุ่น บรรดาผักดองจัดเป็นสโลว์ฟู้ด ซึ่งเป็นเคล็ดลับแห่งความเยาว์วัย โดยเวลานำมาทำ
อาหารต้องล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่เป็นส่วนผสมในอาหารจานต่างๆ เพื่อช่วยชูรส จะช่วยให้รส
ชาติน่ากินขึ้นอีก ฉะนั้นอย่าลังเลที่จะเติมลงไปในอาหารทุกจานในครั้งหน้ากันนะคะ

ผักดอง ของประจำชาติคนทั่วโลก

     กิมจิ เกี้ยมไฉ่ ผักเสี้ยน ฯลฯ ทำความรู้จักกับนานาผักดองที่เริ่มต้นจากความต้องการถนอมอาหารเฉพาะถิ่นจนกลายเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาของคนทั่วโลก

ผักดองรสเค็มๆ เปรี้ยวๆ และเก็บไว้กินได้นานเป็นวัฒนธรรมอาหารอย่างหนึ่งของคนทั่วโลก โดยเฉพาะ
ในประเทศเมืองหนาวที่ต้องเก็บผักไว้กินในฤดูที่ไม่มีผัก แต่ละประเทศมีการใช้ผัก วิธีการดอง และวิธีการกินที่แตกต่างกันไป ลองมาทำความรู้จักกับผักดองของชาติต่างๆ กันค่ะ
  • ผักดองแบบไทยๆ
    เริ่มที่คนไทยก่อนเลยค่ะ ภูมิปัญญาพื้นบ้านของเราใช้น้ำซาวข้าวดองผักพื้นบ้าน เช่น ผักเสี้ยน ผัก
    หนาม ผักกุ่ม ซึ่งคนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จักกันแล้วทั้งน้ำซาวข้าวและผักต่างๆ ส่วนความรู้เรื่องการทำผักดองต่อมาได้จากคนจีนที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทย และถ่ายทอดความรู้ให้กันและกัน จึงทำให้คน
    ไทยและกลุ่มคนวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อสายจีน สามารถปรุงผักดองและนำมาปรับใช้กับวัฒนธรรม
    ตัวเองได้อย่างเหมาะสม
  • ผักดองแบบจีน
    เป็นผักดองที่รู้จักและนิยมกินกันมาก มีรสเปรี้ยว เค็ม กลิ่นหอมเฉพาะ ซึ่งพอแบ่งแยกตามที่ขายใน
    ตลาดได้ เช่น ผักดองแห้งของคนจีนแคะและคนกวางตุ้ง หลักการดองโดยทั่วไปคือ ขยำกับเกลือทิ้งไว้ให้เกลือดูดน้ำออกจากผักจนหมด แล้วนำไปตากแดดจนแห้งสนิท นิยมนำมาต้มเป็นแกงจืดกับกระดูก
    หมู หรือหั่นต้มกับหมูสามชั้นน้ำขลุกขลิกรสเค็ม กินกับข้าวต้มหรือข้าวสวยก็ได้ เช่น หั่มช้อยกอน ดอง
    จากผักโขมจีนหรือชุงฉ่าย หมุ่ยชอย ดองจากผักกวางตุ้งไต้หวันต้นสั้น

    ผักดองประเภทอื่น ๆ ที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันอย่างดี คือ ผักดองเค็ม (เกี้ยมไฉ่) ผักดองเปรี้ยว
    (ซึงฉ่าย) เป็นผักดองของคนแต้จิ๋วซึ่งเป็นคนจีนกลุ่มใหญ่มากในกรุงเทพฯ ผักดองเสฉวน มีรสเค็ม เผ็ด
    เนื้อผักเหนียว มีรสชาติเฉพาะ บ้านเราดองเองไม่ได้ ต้องส่งมาจากจีน ผักนี้ใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง
    ส่วนใหญ่ซอยแล้วผัดรวมกับผักอื่นๆ ใช้เป็นเครื่องชูรสอย่างดี
  • กิมจิ
    หากเอ่ยถึงอาหารของชาติใดแล้ว จานที่ขึ้นชื่อส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นอาหารจานหลัก แต่มีข้อยกเว้น
    สำหรับอาหารเกาหลี หลายคนมักนึกถึงกิมจิเป็นอย่างแรก น่าจะเป็นเพราะกิมจิมีรสชาติที่โดดเด่นและมีมิติทางสังคมที่ลึกซึ้ง ชาวเกาหลีทำกิมจิกินมานานนับพันปีแล้วเพราะเป็นวิธีเก็บผักไว้กินในฤดูหนาว
    ยุคแรกเป็นเพียงผักดองเกลือ ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องปรุงรสขึ้นอีก จนได้ชื่อว่าเป็นนักดองผัก มีผักดองใส่พริกรสเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว ผักที่นิยมดอง เช่น ผักกาดขาว หัวไช้เท้า ว่ากันว่าคนเกาหลีมีกิมจิผักเป็นร้อยชนิด แม้แต่พริกก็นำมาดอง

    กิมจิใช้กินเป็นเครื่องเคียงกับอาหารจานหลัก เช่น ข้าวคลุกผัก (บิบิมบับ) และเนื้อย่างเกาหลี (บุลโกกิ) ผักที่ใช้ทำก็มีหลายชนิด เช่น ผักกาดขาว หัวไช้เท้า แตงกวา พริกแดง นักวิชาการเกาหลีบันทึกไว้ว่า ชาวเกาหลีทำกิมจิหลากหลาย ถึง 180 ชนิด กิมจิที่รู้จักกันมากที่สุดคือ กิมจิผักกาดขาว
  • ทซึเคโมโน
    คนญี่ปุ่นมีผักดองหลายแบบ เช่น อะซาซูเกะ (Asazuke) เป็นผักดองเร็วทันใจ ใส่เกลือ 1 - 2% ของน้ำหนักผัก พร้อมเสิร์ฟ 10 นาทีหลังจากคลุกเกลือ เอนซุยซูเกะ (Ensui Zuke) เป็นผักดองใน
    น้ำเกลือใส่เกลือ 2 - 3% ต่อน้ำหนักน้ำ ดองนาน 3 ชั่วโมงก็รับประทานได้ ทั้งสองชนิดนี้เก็บในตู้เย็นได้ นาน 2 - 3 วัน คนญี่ปุ่นใส่สาหร่ายคอมบุผสมลงไปในผักด้วยเพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าอาหาร และถ้า
    ดองไม่นานควรหั่นผักชิ้นเล็ก แต่ถ้าดองนานหั่นผักชิ้นใหญ่ ส่วนผักดองแบบญี่ปุ่นคือ ทซึเคโมโน
    (Tsukemono) กลายมาเป็นอาหารยอดนิยมอย่างมากในช่วงสมัยเอโดะ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารแล้ว ผักดองยังเป็นเครื่องเคียงที่ช่วยเสริมหน้าตาและรสชาติของอาหาร ให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้นและที่ญี่ปุ่นนั้นอาหารทุกมื้อต้องเสิร์ฟพร้อมผักดอง เพราะรสชาติของความมันและความชุ่มฉ่ำที่มีอยู่ในผักดองนั้นจะช่วยล้างปากเพื่อให้เตรียมรับรสชาติใหม่ของอาหารต่อไป
  • ซาวเออร์เคร้าท์
    ด้านตะวันตกแถบยุโรป เยอรมัน หรือรัสเซียไม่มีผักดองโดดเด่น ส่วนใหญ่นิยมดองผักในน้ำส้มสายชูใส่น้ำตาล หรือดองแบบเปรี้ยวหวานเค็มแบบที่เหมาะสำหรับทานกับฮอทดอกหรือแซนวิช แต่เวลาสั่งขา
    หมูเยอรมันทอด เราจะเห็นว่ามีกะหล่ำปลีดองวางติดมาด้วยกองโตๆ เป็นเครื่องเคียง นั่นคือ
    ซาวเออร์เคร้าท์ (Sauerkraut) ภูมิปัญญานี้ช่วยย่อยเจ้าขาหมูจานนั้นให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก
    ในการย่อยค่ะ ส่วนวิธีทำกะหล่ำดองนี้เขาจะต้องใช้วิธีดองแบบธรรมชาติ นั่นคือใช้เกลือเป็นตัวช่วยให้
    เกิดการหมัก จึงเกิดตัวเอนไซม์นี้ได้ และยังใส่เครื่องเทศให้หอมและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
ของดองแต่ละชาติมักมีผักดองและวิธีการหมักดองแตกต่างกันไป อย่างที่ได้ลองนำเสนอเป็นตัวอย่างเพื่อเรียกน้ำย่อยเท่านั้นค่ะ ซึ่งหากมีโอกาสอยากให้ลองชมชิมรสชาติอื่นๆ เพื่อจะได้รู้จักกับของดองมากขึ้นค่ะ

ของหมักดองเสี่ยงต่อสุขภาพเพศหญิง

     ผลไม้ดองดูเหมือนจะเป็นของคู่กันกับผู้หญิงเรา แต่บางครั้งของหมักดองก็สร้าง
ปัญหาให้กับสุขภาพเพศหญิงได้เช่นกัน

จริงอยู่ที่ของหมักดองจี๊ดจ๊าดนั้นช่างเหมาะสมคู่กั๊นคู่กันกับผู้หญิงเรา ทั้งผลไม้ดองเปรี้ยวจี๊ด ฝรั่งแช่บ๊วย
เปรี้ยวๆ หวานๆ มะขามคลุกรสเจ็บ หรือมะม่วงแช่อิ่มแสนอร่อย ฯลฯ ล้วนเป็นของถูกปากหลังมื้ออาหารหรือ
ยามว่าง ยามบ่าย แต่บรรดาผลไม้ดองหรือของหมักดองก็อาจมีโทษต่อสุขภาพเหมือนกันค่ะ

เริ่มต้นที่ “ความเปรี้ยว” ของบรรดาของหมักหรือผลไม้ดอง แค่คิดถึงของเปรี้ยวๆ ก็กระตุ้นปุ่มรับรสให้ทำงานเลยใช่ไหมค่ะ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากความเปรี้ยวมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำ
ย่อย แต่ต้องระวังค่ะ หากทานมากไปหรือทานขณะท้องว่างก็อาจจะเกิดอาการแสบท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้

ประเด็นสำคัญคือ การรับประทานของดอง ผลไม้ดอง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้หญิงเราอย่างมาก โดย
เฉพาะในช่วงที่สุขภาพร่างกายอ่อนไหว แถมอากาศร้อนๆ ชื้นๆ อับๆ แบบนี้ยิ่งต้องระวังค่ะ

อันตรายจากการกินของดองสำหรับผู้หญิงเราที่ควรระวัง ได้แก่ การปวดท้องน้อย จะปวดในช่วงที่เราใกล้จะมีประจำเดือน หรือช่วงมีประจำเดือน 1 - 2 วันแรก ซึ่งหากเผลอรับประทานผลไม้ดองจะปวดท้องมากผิดปกติ ในที่นี้หมายความว่าถึงกินยาแก้ปวดก็ไม่หายหรือทุเลาแค่นิดหน่อย นอกจากนี้อาจมีตกขาวมากกว่าปกติ หรือตกขาวขุ่นเหลือง-เขียว และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ รู้สึกคันยิบๆ ตลอดที่จุดซ่อนเร้น เวลาที่มีตกขาวออกมาเยอะ 
ดังนั้นหากเป็นไปได้ อาจจะงดของเปรี้ยวของดองในช่วงที่สุขภาพร่างกายอ่อนไหวก่อนก็ดีนะคะ จะได้ไม่ต้องทรมานกับการปวดท้องน้อย เพราะอาการดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดโรคที่เราไม่รู้ก็ได้ และถ้าหากใครมี
อาการเริ่มต้นดังที่กล่าวไว้ แนะนำว่าควรไปตรวจเพิ่มเติมที่แผนกสูติฯ ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทันที ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภายใน อัลตราซาวด์ ตรวจมะเร็งปากมดลูก ตกขาว ช็อกโกแลตซีสต์ ถ้าอายุน้อยๆ ควรตรวจตั้งแต่แรกจะดีมาก เป็นการป้องกันไว้ก่อนค่ะ

ต่อกันที่ “ความหวาน” เป็นของแถม เราจะสังเกตว่า ผลไม้ในรถเข็นส่วนใหญ่จะอมหวานนิดๆ นั่นเพราะสารแซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกรค่ะ ขัณฑสกรเป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 300 - 400 เท่า แต่มีราคาถูกกว่าน้ำตาล จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใส่ในผลไม้ เพื่อเพิ่มความหวาน โดยที่ไม่รู้ว่าสารชนิดนี้นอกจากจะไม่มีประโยชน์ แล้วยังเป็นอันตรายอีกด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปในปริมาณที่มากเกิน
ความจำเป็นจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ สถาบันอาหารในประเทศไทยเคยสุ่ม
ตัวอย่างผลไม้จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจหาสารขัณฑสกร ผลปรากฏว่า เกือบทุกตัวอย่างพบสารชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ 4 ใน 5 ตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์นั้นปนเปื้อนในปริมาณที่สูงมาก

การรับประทานของอร่อยถูกปากเป็นเรื่องน่ายินดีค่ะ แต่ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ตามใจปากมากเกินไปจนเป็นโทษแก่ตัวเองนะคะ

รู้ไว้ใช่ว่า : ว่าที่คุณแม่กับของเปรี้ยวของดองของคู่กัน
หลายคนคงเชื่อว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะต้องอยากทานของเปรี้ยวหรือบรรดาของหมักดอง อาการอยากอาหารไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์คุณแม่จะมีระดับ
ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ซึ่งไปกระตุ้นความอยากอาหารและต่อมรับรส ทำให้อยาก
อาหารต่างๆ แต่ที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยากกินเป็นพิเศษเหมือนๆ กันคือ ของเปรี้ยว ไม่ว่าจะเป็น
มะม่วงเปรี้ยว มะดัน มะขาม หรือพวกของหมักดอกต่างๆ จนกลายเป็นกฎเหล็กไปแล้วว่า เมื่อไหร่ที่ตั้งครรภ์แพ้ท้องจะต้องทานของเปรี้ยว

จริงๆ ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนจะอยากทานของเปรี้ยว แต่ของเปรี้ยวจะช่วยลดหรือแก้อาการแพ้
ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน รวมไปถึงความกระหายน้ำได้ ลองสังเกตว่าถ้าเรารู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เรามักจะอยากทานของเปรี้ยว และเมื่อทานแล้วอาการเหล่านั้นก็จะค่อยๆ หายไป ดังนั้นการทานของเปรี้ยวลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนก็ใช้ได้ผลกับคุณแม่ตั้งครรภ์เช่นกันค่ะ

ผู้ร้ายชื่อเกลือและความเค็มทั้งหลาย


     "เค็ม" คือคำนิยามสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับเกลือ หลายคนชอบมากเพราะทำให้ชีวิตของ
เขาไม่จืดชืด แต่บางคนบอกว่าน่ากลัว เพราะเป็นตัวการก่อโรคร้ายนานาชนิด เกลือมีอะไรดี มารู้จักไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

เกลือเป็นเครื่องปรุงรส มีรูปร่างเป็นเกล็ดขาวๆ เม็ดเล็กๆ รสเค็มๆ คนส่วนใหญ่วางเกลืออยู่บนหิ้งเครื่องปรุงในครัว ภายในตัวเกลือมีธาตุที่เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ โซเดียมและ คลอรีน ซึ่งเมื่อรวมตัวกันทางเคมีจะกลายเป็นสารประกอบชื่อ โซเดียมคลอไรด์ และทำให้เกิดรสเค็มนั่นเอง
ในแง่การทำอาหารแล้ว เกลืออย่างเกลือทำหน้าที่ประสานหรือทำให้อาหารมีรสกลมกล่อมขึ้น เพราะหากคุณ
ใส่เกลือปริมาณเล็กน้อยจะช่วยเสริมให้อาหารมีรสหวานขึ้นได้ นอกจากนี้เกลือยังช่วยในการถนอมอาหารมา
ตั้งแต่สมัยโบราณโดยไม่ต้องอาศัยตู้แช่หรือตู้เย็น เช่น การหมักเกลือการตากแห้งด้วยเกลือ เป็นต้น ทำความรู้จักกับเกลือกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว ทีนี้จะเล่าถึงข้อดีของเกลือให้คุณๆ ฟังกันต่อค่ะ ปฏิบัติ
การของเกลือในร่างกาย
ในร่างกายนั้นเกลือนับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตมากพอๆ กับน้ำและอากาศเลยทีเดียว เพราะเกลือมีโซเดียมที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมีหน้าที่สำคัญในการรักษาปริมาณของเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ นอก
จากนี้ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ได้เล่าถึงหน้าที่ของเจ้าโซเดียมเพิ่มเติมในหนังสือ "ตอบคำถามสุขภาพ
เล่ม 1" ดังนี้
  • รักษาความสมดุลของการกดดันหรือดูดซึมของของเหลวระหว่างเซลล์ (Osmotic Pressure)
  • มีหน้าที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ เกี่ยวกับกล้ามเนื้อนี้โซเดียมจะต้องทำงานร่วมกับคลอไรด์ แคลเซียมโพแทสเซียม และแมกนีเซียม
  • รักษาความสมดุลระหว่างความเป็นกรด - ด่าง
  • ควบคุมการขับถ่ายของเหลว
ถ้าจะพูดภาษาชาวบ้านก็คือ โซเดียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจความดันโลหิต การทำงาน
ของกล้ามเนื้อและการทำงานของไต ในขณะเดียวกันโซเดียมต้องทำงานร่วมกับคลอไรด์ โพแทสเซียม
แคลเซียมและแมกนีเซียม การที่โซเดียมต่ำหรือสูงจะมีผลกระทบกระเทือนต่อแร่ธาตุตัวอื่นๆในร่างกาย แต่ไม่
ต้องกังวลไปค่ะ ร่างกายแสนมหัศจรรย์ของมนุษย์ก็มีวิธีปรับสมดุลเกลืออยู่เหมือนกัน ตามไปดูกันไหมคะ
โชคดีที่มีระบบปรับสมดุลเกลือ
แพทย์หญิงโชติมา พิเศษกุลอายุรแพทย์ด้านโรคไต ขยายความเรื่องนี้ให้ฟังต่อว่า "ปกติร่างกายเราไม่
ค่อยขาดเกลือแม้ว่าจะกินเกลือเพียงเล็กน้อย เพราะร่างกายมีระบบที่สามารถเก็บเกลือไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
และยังปรับตัวต่อปริมาณเกลือที่ลดลงได้ อีกทั้งเกลือยังมีอยู่ในอาหารธรรมชาติแทบทุกชนิดทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว
ผัก และผลไม้ ในปริมาณที่แตกต่างกันไป "นอกจากนี้ในคนปกติก็หมดห่วงเรื่องได้รับเกลือมากเกินไป เพราะเกลือที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ อุจจาระและเหงื่อ โดยมีไตเป็นอวัยวะหลักที่ควบคุมให้มีการกำจัดเกลืออย่างเหมาะสม"
อธิบายง่ายๆ คือ ถ้าบริโภคเกลือน้อย ร่างกายจะขับออกน้อย และถ้าบริโภคเกลือมาก ร่างกายจะขับออกมาก อย่างไรก็ตาม คุณควรยึดหลักสายกลางหรือความพอดี ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ร่างกายของคุณตามมาได้ดังนี้ค่ะ ขาดเกลือไป ทำลายสุขภาพ
อย่างที่คุณหมอโชติมาเล่าว่า โอกาสการขาดเกลือของคนเรานั้นน้อยมากยกเว้นในบางกรณีที่มีการสูญเสีย
โซเดียมมากกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า ภาวะโซเดียมต่ำ ซึ่งเกิดได้จาก
  • การมีเหงื่อออกมากเกินไป เพราะใช้กำลังหักโหมออกกำลังกายอย่างหนักหรือต้องอยู่ในบริเวณที่ร้อน
    อบอ้าวเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียเกลือแร่ออกมาทางเหงื่อ
  • ท้องเสียหรืออาเจียนอย่างรุนแรงหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ จึงจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่เข้าไปทดแทน
  • สูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ จากอุบัติเหตุ ทำให้สูญเสียเกลือแร่จำนวนมากไปกับเลือดนั่นเอง
  • การใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานๆ โดยปกติยาชนิดนี้จะใช้เพื่อขับน้ำส่วนเกินและเกลือแร่ออกจาก
    ร่างกายซึ่งเป็นประโยชน์ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรคหัวใจบางชนิด ตลอดจนผู้ที่มีอาการบวมน้ำ
    เป็นต้น แต่สำหรับบางคนที่ซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเองโดยมิได้ปรึกษาแพทย์ หรือกินยาชนิดนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้โซเดียมในร่างกายลดน้อยลงเช่นกัน
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการ ขาดโซเดียมได้ ซึ่งอาจแสดงอาการดังนี้คือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ การ
ทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ เป็นตะคริว ปวดหัวปัสสาวะน้อย อาจเกิด ภาวะความดันเลือดต่ำ ปริมาณเลือดน้อย ระบบไหลเวียนของเลือดและหัวใจล้มเหลวมีอาการชักหรือกระตุกตามร่างกาย และ หมดสติ ได้ในที่สุด นอกจากนี้ความผิดปกติของร่างกายที่ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายน้ำได้ตามปกติจะส่งผลทำให้เกิดภาวะโซเดียมต่ำ เช่นโรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง โรคไตวายและโรคตับ เป็นต้น ตรงกันข้าม หากคุณๆ ที่ได้รับเกลือเข้าสู่ร่างกายมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการเป็นเวลานาน เกลือที่พูดถึงก็จะกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจต่อสุขภาพของ
คุณได้ค่ะ
เกลือมากเกิน ก่อโรคร้าย
แม้รสเค็มของเกลือจะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร แต่ถ้าคุณกินมากเกินไปก็ให้โทษเช่นกัน ที่เห็นชัดก็คือ กระหายน้ำ นอกจากนั้นยังมีโรคอันตรายอีกมากมาย มาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละอาการและโรคมีอะไรบ้าง
  • ความดันโลหิตสูง สำหรับผู้สูงอายุที่ชื่นชอบอาหารเค็มจัด ที่ขาดไม่ได้คือ น้ำปลาขวดเล็กๆ พร้อมน้ำปลาพริกที่ตั้งประจำบนโต๊ะอาหารที่บ้าน การขอเหยาะน้ำปลาลงบนอาหารและแตะน้ำปลาพริกอีกครั้ง
    ก่อนตักข้าวเข้าปากทำเช่นนี้มานับสิบๆ ปี ประกอบกับไม่ได้สนใจดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ เท่าไร อาจตรวจพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • โรคไต เนื่องจากไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยปรับระดับโซเดียมในร่างกาย โดยปกติเมื่อร่างกายได้รับ
    ปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกมา แต่เมื่อใดก็ตามที่ไต
    ทำงานผิดปกติ ไตก็จะไม่สามารถขับโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมได้
  • โรคหัวใจ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง ถึงแม้จะกินยาควบคุมความดันโลหิตเป็น
    ประจำแล้วก็ตาม แต่หากยังคงชอบกินอาหารรสเค็มจัดเป็นประจำ อาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบ
    เนื่องจากกินโซเดียมมากจนทำให้คุมความดันยาก ผลคือ ทำให้หัวใจต้องสูบฉีดหนักขึ้น และยังอาจทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งคอยควบคุมการไหลเข้า - ออกของเลือดหนาขึ้น ส่งผลให้เกิด
    โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตีบได้ รวมไปถึงโรคเส้นเลือดในหัวใจหรือสมองตีบตัน หัวใจวาย
    อัมพฤกษ์ และอัมพาตได้
  • ภาวะบวม ถ้าร่างกายได้รับเกลือหรือโซเดียมมาก แต่ขับโซเดียมออกมาได้ไม่ดี เช่น กรณีผู้ป่วยโรคไต โรคตับหรือโรคหัวใจ ในร่างกายก็จะมีน้ำคั่งมากเพราะเกลือที่คั่งอยู่จะดูดน้ำเข้ามาไว้ในอวัยวะต่างๆ ทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวมขึ้นได้
  • กระดูกพรุน การรับประทานเกลือมากเกินไปเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมใน
    กระดูกเนื่องจากขณะที่ร่างกายพยายามขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ยังส่งผลให้มีการขับถ่าย
    แร่ธาตุอื่นๆ รวมทั้งแคลเซียมออกไปด้วย
  • โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ อย่างที่เล่าว่า คนที่กินอาหารรสเค็มจัดเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสีย
    แคลเซียมในปัสสาวะมากนั้น แคลเซียมดังกล่าวยังอาจสะสมทำให้เกิดเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีก
    เพราะ แคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของการเกิดโรคนิ่ว
สำหรับคนสูงอายุทุกคนถึงแม้ยังไม่ได้มีโรคประจำตัวใดๆ ก็จำเป็นต้องควบคุมอาหารไม่ให้มีรสจัด โดยค่อยๆ
ลดเค็มลง ส่วนคนที่เริ่มเป็นโรคต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยิ่งควรต้องระมัดระวังอาหารที่มีโซเดียมสูง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคที่เป็นอยู่ หรือกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายากได้ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วควรจะกินเกลือมากหรือน้อยเพียงใดถึงจะดีต่อสุขภาพนั้น เรื่องนี้เกลือมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากค่ะ
ความเค็มในชีวิตประจำวัน
แหล่งโซเดียมไม่ได้มาจากเกลือบนโต๊ะแบบต่างประเทศเท่านั้น เรายังมีเครื่องปรุงรสเค็มอื่นๆ ที่มีเกลือ
เป็นส่วนประกอบอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรมซอสมะเขือเทศ หรือซอสพริก ตลอดจนเครื่องปรุงรสเค็มตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น กะปิ ปลาร้า น้ำบูดู หรือน้ำปู๋ แถมบางบ้านยังต้องมีน้ำปลาพริกวางไว้เคียงคู่โต๊ะอาหารอีกด้วย นอกจากนี้อาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็มีเกลือโซเดียมเป็นส่วนประกอบ แม้อาหารบางอย่างที่ไม่ได้ออกรสเค็มก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบเช่นกัน
อาทิ ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูทาเมต) ตลอดจนสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) เป็นต้น
แล้วอย่างนี้ "เค็ม" เท่าไรถึงพอดี?
จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและข้อกำหนดสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยในฉลากโภชนาการ กำหนดไว้ว่า เราควรบริโภคโซเดียมไม่เกินกว่า 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือวันละ 6 กรัม และเทียบเท่ากับเกลือ1 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม ปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการจริงๆ นั้นน้อยมาก เพียง 500 - 1,475 มิลลิกรัมต่อวัน ปกติอาหารประจำวันจะได้รับโซเดียมคลอไรด์พอเพียงซึ่งเกลือ 1 ช้อนชาจะให้โซเดียมถึง 2,400 มิลลิกรัม มากกว่าปริมาณที่ร่างกายของเราต้องการหลายเท่า ทางที่ดี
สำหรับผู้ที่ไม่อยากเจ็บป่วยหรือเป็นโรคแล้วก็ตามคือ ต้องหัดกินอาหารรสจืดให้ได้เป็นปกติ และกินอาหารรสจัดให้น้อยลง เค็มน้อยลงไปบ้าง เกลือเม็ดเล็กๆอย่างเกลือไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ ทั้งนี้เพื่อ สุขภาพที่ดีของคุณๆ ทุกคนค่ะ
มารู้จักประเภทของเกลือกันเถอะ
การตามหาเกลือไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณสามารถพบได้ทั่วไปในโลกใบนี้ค่ะ แต่จะพบมากที่สุดในน้ำทะเล รองลงมาพบใต้ผิวดิน ซึ่งสามารถเรียกชื่อตามแหล่งที่มา 2 ประเภท ได้แก่
1. เกลือสมุทร คือ เกลือที่ได้จากน้ำทะเล โดยการสูบน้ำทะเลเข้ามาขังไว้ในที่นา ผึ่งแดดและลมจนน้ำระเหยไปเหลือเป็นผลึกเกลือสีขาว
2. เกลือสินเธาว์ หรือ เกลือหิน คือ เกลือที่ได้จากดินเค็มทำ โดยการปล่อยน้ำลงไปละลายหินเกลือที่อยู่ใต้ดิน แล้วจึงสูบน้ำกลับขึ้นมาตากหรือต้มให้น้ำระเหยไป 

นอกจากนี้ผลผลิตที่ได้ยังแยกเกลือออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะรูปร่างได้อีก ได้แก่
1. เกลือเม็ด ผลิตโดยชาวนาเกลือทะเลและผู้ผลิตเกลือสินเธาว์ด้วยวิธีตาก ซึ่งนิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่นการทำไอศกรีม หรือการดองผักผลไม้บางชนิด 
2. เกลือป่น ผลิตโดยโรงงานเกลือป่นที่ซื้อเกลือเม็ดจากชาวนาเกลือมาแปรรูปเป็นเกลือป่น และผู้ผลิตเกลือสินเธาว์ด้วยวิธีการต้ม ซึ่งได้เกลือป่นโดยไม่ต้องผ่านขบวนการแปรรูป นิยมทำเป็นเกลือบริโภคตามบ้านหรือเกลือบนโต๊ะอาหาร (TableSalt)

ติดเค็ม ระวังหัวใจเต้นผิดจังหวะ


     การรับประทานอาหารรสเค็มเป็นเวลานานๆ จนเป็นนิสัย อาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนเร้นในวิถีการบริโภคของเราโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ มาทำความรู้จักกับโรคนี้และค้นพบแนวทางรักษาสุขภาพได้ในบทความนี้

วิถีการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสู่วิถีชีวิตอันเร่งรีบของผู้คนในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้พฤติกรรม
การบริโภคอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด เข้ามาแทนที่การทำอาหารรับประทานเองภายในบ้าน ทำให้มีโอกาสเพิ่มปริมาณการบริโภคเกลือและสารให้ความเค็มเพิ่มมากขึ้น ผลการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวง
สาธารณสุขบ่งชี้คนไทยบริโภคเกลือมากกว่าสามเท่าของมาตรฐานปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน ทำให้มีแนว
โน้มเสี่ยงต่อโรคต่างๆ สูงมากขึ้นตามลำดับ รวมทั้งโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการ “ติดเค็ม” เหมือนกัน
หัวใจ ทำไมต้องผิดจังหวะ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ สาขาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คุณหมอไขข้อข้องใจเรื่องโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการอธิบายกลไก
การทำงานของหัวใจและสาเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ดังนี้ “หัวใจเป็นอวัยวะชิ้นเดียวในร่างกายคนเราที่ทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีหยุด ดังนั้น ภายในหัวใจของคนเราจึงมีจุดกำเนิดไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้าตาม
ธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นพลังงานในการควบคุมหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และเกิดการบีบรัดกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อสูบฉีดออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

“โดยปกติแล้วหัวใจจะเต้นประมาณ 60 - 80 ครั้งต่อนาที แต่หากอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เช่น ตื่นเต้น
ตกใจ เครียด หรือออกกำลังกาย ก็อาจเต้นเร็วขึ้น แต่ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นจะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุกระตุ้นที่แน่ชัด โดยเกิดจากจุดกำเนิดไฟฟ้าภายในหัวใจทำงานผิด
ปกติ หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในหัวใจ ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย” คุณหมอกล่าวเพิ่ม
เติมว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีอัตราการเต้นของหัวใจช้าผิดปกติ คือ มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที และหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีอัตราการ
เต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ คือ มีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที
สาเหตุที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ
สาเหตุที่ทำให้หัวใจของคนเราเต้นผิดจังหวะ คุณหมอสรุปว่ามีด้วยกันอยู่ 4 สาเหตุหลัก ดังนี้
  • กรรมพันธุ์
    ความผิดปกติของวงจรไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่กำเนิดสามารถเป็นตัวการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งประเภทที่มีอัตราการเต้นช้าเกินไปและเร็วเกินไป โดยอาจมีอาการป่วยตั้งแต่เด็กหรือมีอาการในวัย
    ทำงานก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและปัจจัยกระตุ้น เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น”
  • การเสื่อมสภาพของระบบไฟฟ้าหัวใจ
    สาเหตุนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ เนื่องจากหัวใจทำงานมาเป็นเวลานาน จึงเกิดความเสื่อมตามอายุการใช้งาน ระดับพลังงานที่กระตุ้นให้หัวใจทำงานจึงน้อยลง ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
  • โรคบางชนิด
    โรคหัวใจบางชนิดรวมไปถึงโรคที่ส่งผลต่อระบบหัวใจ เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง
    ไขมันในเส้นเลือดสูงเบาหวาน และผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ โรคเหล่านี้จะส่งผลให้หัวใจหรือวงจรไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ โดยเข้าไปขัดขวางการเดินทางของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ
  • ยาและสารเสพติดบางชนิด
    การกินยาบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ดังที่คุณหมออธิบายว่า “ยาบางชนิดโดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงซึ่งออกฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือยารักษาโรคหวัด ยาขยายหลอดลมและยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ก็อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะได้
เกี่ยวอะไรกับความเค็ม?
แม้จะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่เนื่องจากเกลือเป็นตัวที่ดึงน้ำเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเลือดและน้ำ
เพิ่มเข้าไปในระบบ ความดันก็เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระบบการเผาผลาญลดลง เมื่อได้รับเกลือในปริมาณที่เกินพอดีเป็นเวลานานๆ ทำให้ส่งผลในตอนที่สูงอายุแล้ว เพราะระบบในร่างกายทำการต่อสู้มาโดยตลอด เหมือนกับเครื่องจักรเครื่องยนต์ พอทำงานหนักเป็นเวลานานๆ ก็เสื่อมสภาพตามปกติ

นอกจากนี้ การกินเค็มต่อเนื่องมานานๆ มีผลทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาขึ้น
อีกด้วย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยอาจส่งผลให้หัวใจหรือวงจรไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ และยังส่งผลทำให้อัตราการกรองของเสียผ่านไตเพื่อขับถ่ายออกทางปัสสาวะมากขึ้น หรือกล่าวง่ายๆ คือทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น ส่งผลให้ไตเสื่อมสภาพอันจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้อีกด้วย

ติดเค็มแล้วมีแต่ข้อเสียอย่างนี้ ลดเค็มลงทีละนิดละหน่อย
ตรวจเช็กหัวใจ ก่อนเคลื่อนไหวผิดจังหวะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรพันธ์ สิทธิสุข สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะว่า มี 2 ประเภทคือ อาการของโรคหัวใจเต้นช้าผิดปกติและเร็วผิดปกติ
  • อาการของโรคหัวใจเต้นช้าผิดปกติ จะมีอาการมึนงง ใจหวิว วูบ ความดันโลหิตต่ำ หากเป็นหนักอาจ
    เป็นลมหมดสติ ในรายที่อาการไม่มากอาจมีเพียงอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
  • อาการของโรคหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หากมีอาการน้อยอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายและหัวใจเต้นรัวเท่านั้น แต่
    หากมีอาการหนักจะรู้สึกเจ็บหน้าอก หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจวาย และอาจเสียชีวิตโดยเฉียบ
    พลัน
แม้อาการของโรคนี้จะดูรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามไปมาก
แล้ว เนื่องจากอาการของโรคไม่สามารถบ่งได้แน่ชัดว่าป่วยเป็นอะไร จึงทำให้ได้รับการวินิจฉัยผิดในตอนต้น ดังเช่นคุณสุชาดาที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียด ก่อนจะพบสาเหตุที่แท้จริงในอีกสองปีต่อมา
How to Check 
- มีอาการหน้ามืด เป็นลม โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่เลือกเวลา และมักหายเองได้ 
- ระยะเวลาที่มีอาการหน้ามืดเป็นลมนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เช่น ถ้าเป็นระยะเริ่มแรกอาจหายเองได้ภายในไม่กี่นาที และในบางรายอาจมีสัญญาณของโรคชัดเจน เช่น
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกด้านขวากระตุกเมื่อมีอาการ

How to Heal
เมื่อมีอาการ ผู้ป่วยควรรีบไปหาแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและตรวจหาคลื่น
ไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ แต่หากไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ หรือเมื่อไปถึงแล้วอาการดังกล่าวหายไป ผู้ป่วยสามารถขอให้แพทย์ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจได้
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมีการรักษาที่ต่างกันตามความรุนแรงของโรค คือ หากผู้ป่วยยังอยู่ในวัยทำงาน มี
สุขภาพแข็งแรง หรือมีอาการหัวใจเต้นรัวเพียงเดือนละไม่กี่ครั้ง ก็จะให้ดูแลสุขภาพและเฝ้าสังเกตอาการว่า
หากปฏิบัติตนตามที่หมอสั่งแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีอื่น แต่หากผู้ป่วยมี
อาการหนักหรืออายุมากก็จะรักษาด้วยสามวิธีต่อไปนี้ คือ กินยา จี้กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ลัดวงจรด้วยคลื่น
เสียงความถี่สูง และฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในผู้ป่วยที่
หัวใจเต้นช้าผิดปกติ หรือเครื่องกระตุกหัวใจในผู้ป่วยที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
นอกจากรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวแล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติก็ช่วยบรรเทาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
และป้องกันการเกิดโรคได้ ซึ่งวิธีที่คุณหมอแนะนำมีดังนี้
  • ผ่อนคลายความเครียด คุณหมอรุ่งโรจน์กล่าวว่า“ความเครียดถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว
    เนื่องจากเมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนและสารสื่อประสาทต่างๆ ที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็ว ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ”
  • ลดยาบางชนิด ผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยาต่อเนื่องอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งเป็นผล
    ข้างเคียงของยา ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถลดยาหรือเปลี่ยนชนิดยาได้หรือไม่ เพื่อป้องกัน
    อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ งดเครื่องดื่มกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม เนื่องจากสารกระตุ้นที่อยู่ในเครื่องดื่มจะกระตุ้นให้จุดกำเนิดไฟฟ้า หรือกล้ามเนื้อหัวใจที่มีแนวโน้มว่าจะเกิด
    การลัดวงจรทำงานผิดปกติได้เร็วขึ้น
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับทำให้หัวใจได้พักผ่อนและทำงานน้อยลง ซึ่งเท่ากับเป็นการรักษาหัวใจให้แข็งแรงและสูบฉีดเลือดได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แม้เมื่อแรกรู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย มิหนำซ้ำอาการของโรคยังยากต่อการวินิจฉัย ฉันก็ถึง
กับหวาดกลัว ด้วยเพราะมีความเสี่ยงทั้งปัจจัยกรรมพันธุ์และความเครียด แต่เมื่อคุณหมอแนะนำวิธีป้องกันโรคนี้ด้วยวิธีธรรมชาติที่สามารถทำได้เอง เพียงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น หัวใจของคุณก็จะไม่เต้นผิดจังหวะให้เจ้าของต้องเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อแน่นอน
ดูแลหัวใจสไตล์ชีวจิต
อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิตแนะนำการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจว่า “ผู้ป่วยโรคหัวใจควรคุมอาหารโดยลดของเค็มเด็ดขาด กินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด
ลดแป้ง ลดเนื้อและออกกำลังกายสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ห่างไกลโรคร้ายต่างๆ ได้

เกลือ คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม


นอกจากความเค็มที่ช่วยเสริมแต่งรสชาติอาหาร เกลือก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
มารู้จักกับคุณค่าของเกลือที่มีมากกว่าความเค็มกันคะ

เกลือ คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม
แน่นอนว่าวลีคลาสลิคอย่าง “พึงรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม” จะสะท้อนคุณสมบัติเด่นของเกลือได้ดี แต่จริงๆ แล้วเกลือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้และมีคุณค่ามากกว่าความเค็ม ลองมาทำ
ความรู้จักกับเกลือในมิติใหม่ไปพร้อมๆ กันค่ะ
  • สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีต้นกำเนิดมาจากทะเล แม้จะมีวิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบกนับร้อยล้านปี เกลือก็
    ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จะเห็นว่าแม้จนปัจจุบันทารกในครรภ์ยังต้องลอยอยู่ในน้ำคร่ำซึ่งมีเกลือเข้มข้นเท่ากับน้ำทะเลมนุษย์มีเกลืออยู่ในร่างกายประมาณ 250 กรัม
  • เกลือที่เรากินทุกวันและจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประกอบด้วยธาตุสองตัว คือ โซเดียม ซึ่งลุกเป็นไฟได้เอง และระเบิดได้ กับคลอรีน ซึ่งเป็นพิษร้ายแรง ถ้ากินธาตุทั้งสองแยกกัน แต่ละชนิดสามารถฆ่าคุณได้
  • รสเค็มของเกลือมาจากธาตุคลอรีน ซึ่งจะถูกร่างกายนำไปใช้ผลิตกรดเกลือในกระเพาะอาหาร
  • โลกเราไม่มีวันขาดเกลือ เพราะโลกมีเกลือพอที่จะถมผืนแผ่นดินของทวีปต่างๆ ได้หนาถึง 500 ฟุต
  • เกลือเป็นสินแร่ชนิดเดียวที่เราสามารถสกัดจากดินด้วยการสูบน้ำลงไปละลาย แล้วดูดน้ำเกลือขึ้นมาตากให้แห้ง ได้เกลือผงกลับคืนมา ชาวจีนโบราณเป็นชนกลุ่มแรกที่รู้วิธีดูดน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาใช้ตั้งแต่พระเยซูคริสต์ยังไม่ถือกำเนิด และยังรู้จักทำท่อประปาด้วยไม้ไผ่ส่งน้ำเกลือไปยังนาเกลืออย่างเป็นระบบ
  • ในศตวรรษที่ 16 และก่อนหน้า อาชญากรในคดีอุกฉกรรจ์ ถ้าไม่ประหารก็จะต้องรับโทษเป็นผู้ใช้
    แรงงานในเหมืองเกลือตลอดชีวิต
  • เกลือมีคุณสมบัติดูดน้ำเข้าตัว เมื่อทิ้งเกลือไว้ในภาชนะเปิด มันจะดูดน้ำในอากาศจนเยิ้มละลาย ด้วย
    คุณสมบัติข้อนี้ทำให้มันสามารถถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า เพราะมันจะดูดน้ำออกจากเชื้อจุลินทรีย์จนไม่สามารถเจริญเติบโตได้
จากสารพันเรื่องราวคร่าวๆ จะเห็นว่าเกลือมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชีวิตขนาดไหน และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เกลือยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ อันเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในชื่อว่า “เกลือบำบัด” (Salt Therapy หรือSpeleotherapy) อีกด้วย
ในยุคกลางอันเป็นยุคที่ผลึกเกลือมีค่าดั่งทอง มีเหมืองเกลือเกิดขึ้นมากมายทั่วภูมิภาคยุโรป ผลึกขาวราคา
แพงกลายมามีบทบาทสำคัญหลายประการ ดังจะเห็นได้จากร่องรอยหลงเหลือในภาษาอังกฤษอย่างคำที่เรา
คุ้นเคยกัน เช่น salary (เงินเดือน) sauce (น้ำซอส) sau-sage (ไส้กรอก) salad (สลัด) ซึ่งล้วนมีราก
ศัพท์มาจากคำว่า sal หรือเกลือ ในภาษาละติน หรือแม้แต่หลายเมืองในยุโรปก็ปรากฏคำว่าเกลือในชื่อเมือง ย้ำเตือนให้เห็นว่าเกลือนั้นสำคัญมากเพียงไรในอดีต ส่วนบทบาทของเกลือกับการแพทย์นั้นมีหลักฐานว่า
ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) ปรัชญาเมธีผู้โด่งดังรู้จักการสูดดมไอเกลือเพื่อรักษาโรคทางเดินหายใจมา
ตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว ส่วนในเอเชียมีตำราเภสัชวิทยาโบราณอายุกว่า 4,700 ปีของจีน “เปิ่นเฉ่ากังมู่” (Peng Tzao KanMu) ระบุไว้ว่า ยุคนั้นมีการใช้เกลือแพร่หลายมากกว่า 40 ชนิด ทั้งเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์และเป็นเงินตราแลกเปลี่ยน ในปี ค.ศ. 1843 Felix Boczkowski นายแพทย์ชาวโปแลนด์สังเกตพบว่า
อุบัติการณ์โรคระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นกับคนงานเหมืองเกลือน้อยมาก จึงริเริ่มนำผู้ป่วยทั้งโรคทางเดิน
หายใจและภูมิแพ้ลงไปสูดดมไอเกลือในเหมืองหรือถ้ำเกลือใต้ดิน จนพบว่าช่วยบำบัดโรคอย่างได้ผล ความ
สำเร็จนี้จึงถูกบันทึกลงในตำรา กระตุ้นให้ถ้ำเกลือบำบัดกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง จนเมื่อช่วงสงครามโลก
ครั้งที่ 2 นายแพทย์ชาวเยอรมัน Karl Hermann Spannagel ได้พบว่า ผู้ป่วยทางเดินหายใจซึ่งลี้ภัยอยู่ในถ้ำเกลือมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งย้ำเตือนประโยชน์ของถ้ำเกลือต่อสุขภาพอย่างชัดเจน
ประโยชน์ของเกลือบำบัด
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า เกลือบำบัดช่วยรักษาโรคระบบทางเดินหายใจได้หลายชนิด อาทิโรคหอบ
หืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอจามจากภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง หายใจผิดปกติและแน่นหน้าอก ไอจากการสูบ
บุหรี่และรับควันบุหรี่ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ อาการแพ้ฝุ่นและละอองเกสร

โดยก่อนเข้ารับการบำบัดจะต้องมีการวัดความดันและอุณหภูมิร่างกาย ดื่มน้ำสะอาดหนึ่งแก้วเพื่อป้องกัน
การสูญเสียน้ำ สวมชุดคลุมให้มิดชิดแล้วเข้าไปในถ้ำเกลือเพื่อสูดไอเกลือนาน 45 นาทีควรบำบัดต่อเนื่อง 5 - 10 ครั้ง จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นได้ภายใน 7 - 30 วันและคนไข้บางรายอาจไม่ต้องใช้ยาแก้ภูมิแพ้อีกเลย

อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและผู้เข้ารับการบำบัดรายอื่น ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคอวัยวะ
ภายในล้มเหลว โรคความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง โรคเลือด วัณโรค มะเร็ง ผู้มีอาการทางจิต ผู้ติดยาผู้เมาสุรา ผู้ที่อ่อนเพลียและน้ำหนักลดผิดปกติ สตรีมีครรภ์ ผู้มีไข้สูงรวมทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบเข้าถ้ำเกลือค่ะ
ลดเกลือเพื่อชีวิต
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่น้ำอัดลม ข้าวโพดคั่ว และถั่วอบโรยเกลือจะวางขายคู่กันหน้าโรงหนัง คนที่อยู่ในภาวะอารมณ์สนุกรื่นเริงจะเลือกกินของเค็มมัน ของเค็มทำให้กระหาย มีผลทำให้น้ำอัดลมแก้วใหญ่พิเศษขายดี และเพราะเหตุนี้ คนเราจึงบริโภคเกลือเกินปริมาณที่ร่างกายกำหนด เมื่อเกิดการสะสมก็ย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย คนติดเค็มทั้งหลายควรพึงระวังให้ดี แม้เกลือจะมีคุณค่า แต่ว่าอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้นค่ะ
จึงขอปิดประเด็น “เกลือ” คราวนี้ด้วย 5 เทคนิคลดเกลือ ลดโรค สำหรับคนป่วยและคนเสี่ยงจะป่วยค่ะ เพราะถ้าคุณกินเค็มจัดมาโดยตลอด หากจะงดไปเลยคงเป็นเรื่องยากหรืออาจฝืนใจ ถ้าเช่นนั้นลองเทคนิค
ง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณลดเค็มเพื่อลดโรค แต่ยังมีความสุขกับการกินได้อร่อย ดังนี้ค่ะ

1. เริ่มต้นที่ใจ ผู้ป่วยควรตระหนักรู้จากความรู้สึกภายในของตัวเองก่อนว่า การลดเกลือสำคัญกับชีวิต
ของเขาและช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ เช่น ช่วยคุมความดัน ช่วยชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ โดยไม่ใช่คุณหมอหรือลูกหลานพูดบังคับ

2. ปรับพฤติกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากปรับลดเครื่องปรุงรสในการปรุงอาหารและบนโต๊ะ
อาหาร เพื่อให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อม แต่ไม่ใช่รสเค็มจัดหรือใส่น้ำปลาพริกตามความเคยชิน และที่สำคัญ ควรชิมอาหารก่อนเติมเครื่องปรุงรสต่างๆ 

3. ถ้าต้องการเพิ่มรสชาติอาหาร ให้ใช้เครื่องเทศแทนการใช้เกลือ เช่น น้ำส้ม มะนาว กระเทียม ขิง หัวหอม พริกเป็นต้น หรือใช้เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำแทนเครื่องปรุงรสสูตรปกติ (ยกเว้นในผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจบางชนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้)
4. หลังจากนั้นจำกัดอาหารที่มีโซเดียมมาก ได้แก่ อาหารที่มีรสเค็ม ทั้งเกลือ น้ำปลา ซอส หรือ
อาหารหมักดองอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป รวมถึงอาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก แต่ไม่มีรสเค็ม เช่น อาหารใส่ผงชูรส ผงฟู และสารกันบูด เป็นต้น 

5. เมื่อจับจ่ายซื้ออาหารสำเร็จรูป อ่านฉลากกำกับทุกครั้ง และเลือกซื้ออาหารที่ระบุชัดเจนว่า
"โซเดียมต่ำ" หรือ "ไม่มีเกลือ" หรือ "ไม่เติมเกลือ" เท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ “เกลือ” ผลึกขาวรสเค็มมากคุณค่ามาแต่ครั้งโบราณและสืบทอดคุณประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีควรเลือกใช้เกลือให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อรสชาติอาหารและการรักษาสุขภาพนะคะ