วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ล้างพิษทางอารมณ์


     การทำ Emotion Detoxification คือการ สร้างพลังชีวิต

 (พลังลมปราณ) ให้กลับคืนสู่สมดุล ฝรั่งเรียกว่า “Bioelectric Power”

ขั้นตอนล้างพิษทางอารมณ์ หรือ Emotion Detoxification
1. ขั้นแรกให้เริ่มต้นผ่อนคลายในท่านั่งสมาธิ หายใจเข้าออกให้ยาวกว่าปกติ และเมื่อได้ยินเสียงดนตรี
ให้ยึดหลัก “ได้ยินที่หู รู้ที่ใจ” กำหนดสติอยู่ที่เสียงดนตรี แล้วค่อยๆ หมุนตัวเพื่อให้เกิดลมปราณ พลังจากการหมุนจะทำให้ลมปราณไหลเข้าสู่ร่างกายเพื่อปรับสมดุล ส่วนแรงเหวี่ยงที่เร็วและแรงจะช่วยทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น 

2. ครู่เดียวจะเริ่มรู้สึกเหมือนมีแรงดันจากข้างใน ทำให้ต้องระบายออกด้วยการไอ เรอ สำรอก หรือแม้
กระทั่งร้องไห้ออกมา บางคนปล่อยออกมาด้วยการกรี๊ด บ้างก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาทั่วห้อง ก่อนจะอาเจียนออกมาชุดใหญ่

3. ทั้งหมดนี้คือแรงดันจากจิตสำนึก สามารถปลดปล่อยออกมาได้หลายอาการ เช่น ร้องไห้ หัวเราะ โกรธ พักผ่อน (นอน) ไอ สำรอก อาเจียน กรี๊ด ฯลฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจ เพราะเป็นการล้างพิษทาง
อารมณ์ที่หมักหมมให้หมดไป ทั้งหมดนี้อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์แต่อย่างใด ข้อนี้
ยืนยันได้ เพราะระหว่างที่เราล้างพิษนั้น สติสัมปชัญญะยังอยู่ครบถ้วนทุกขณะ

4. พอระบายสิ่งที่อัดอั้นแล้วให้นอนนิ่งๆ สักพัก เพื่อนวดศีรษะและร่างกายให้ผ่อนคลายพอจบคอร์สเรา
แทบอยากจะร้องเพลงสบาย สบายของพี่เบิร์ดออกมาดังๆ ก็มันโล่งจริงๆ นี่นา
ประโยชน์ที่ได้รับ
  • การล้างพิษทางอารมณ์ช่วยให้สมองโล่ง เบาสบาย ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น
  • ช่วยเร่งให้ร่างกายขับพิษได้เร็วขึ้น
  • ช่วยลดการเจ็บปวดจากสาเหตุต่างๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคตาม
    ธรรมชาติ
  • ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าใส มีเลือดฝาด
  • ช่วยปรับพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น จากที่อารมณ์ร้อนหงุดหงิดง่ายก็ช่วยให้ใจเย็นขึ้น หรือจากคนที่ชอบคิดวิตกก็จะปล่อยวางได้มากขึ้น

รู้จักโรคอารมณ์สองขั้ว


    เคยสังเกตอารมณ์คนรอบข้างบ้างไหม บางคนอารมณ์ดีได้ทั้งวันและบางคนก็อารมณ์เสียได้ทั้งวันเช่นกัน

อารมณ์ของคนเราอาจจะขึ้นๆ ลงๆ ได้ในแต่ละวันตามสถานการณ์รอบข้าง แต่สำหรับคนที่ฝึกจิตมาดีแล้ว จะสามารถรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ปล่อยให้อารมณ์ต่างๆ มีอิทธิพลเหนือจิตใจ อย่างไรก็ตาม บางครั้งหากเกิดความผิดปรกติในร่างกาย ก็อาจส่งผลให้อารมณ์ผิดปรกติได้เช่นกัน อย่างเช่น โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) ซึ่งเกิดขึ้นจากความผิดปรกติของสมอง
ทำความรู้จักกันสักนิด 
ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน 2 แบบ แบบแรกมีลักษณะอารมณ์
และพฤติกรรมเป็นแบบ ซึมเศร้า แบบที่สองมีลักษณะคึกคักพลุ่งพล่าน ซึ่งเรียกว่า แมเนีย (Mania) ผู้ป่วยโรคนี้อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงไปจากปรกติเป็นช่วงๆ โดยเป็นแบบซึมเศร้าตามด้วยช่วงเวลาที่เป็นปรกติดี จากนั้นอีกเป็นปีอาจเกิดอาการแบบแมเนียขึ้นมา หรือบางคนอาจเริ่มต้นด้วยอาการแบบแมเนียก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องตามด้วยอาการด้านตรงข้ามเสมอไป เช่น อาจมีอาการแบบซึมเศร้า - ปรกติ - ซึมเศร้า - แมเนีย
ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการแสดงออกมาทั้งในด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม โดยในแต่ละระยะจะมีอาการนานหลายสัปดาห์จนอาจถึงหลายเดือนหากไม่ได้รับการรักษา ซึ่งรายละเอียดของอาการในระยะต่างๆ มีดังนี้
  • อาการในระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดจากเดิมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ติดละคร หรือติดข่าว ก็ไม่สนใจติดตาม อะไรๆ ก็ไม่เพลินใจไปหมด คุณยายบางคนหลานมาเยี่ยมแทนที่จะดีใจ กลับรู้สึกเฉยๆ บางคนจะมีอาการซึมเศร้า อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร้องไห้เป็นว่าเล่น บางคนจะหงุดหงิด ขวางหูขวางตาไปหมด ทนเสียงดังไม่ได้ ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย อาการเบื่อเป็นมากจนแม้แต่อาหารการกินก็ไม่สนใจ บางคนน้ำหนักลดฮวบฮาบก็มี บางคนความจำแย่ลง มักหลงๆ ลืมๆ เพราะใจลอย ตัดสินใจอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่มั่นใจไปเสียหมด และมักมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ คิดว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่มีใครสนใจไยดีตัวเอง ถ้าตายไปคงจะดี จะได้พ้นทุกข์เสียที หากญาติหรือคนใกล้ชิดได้ยินผู้ป่วยพูดแบบนี้ให้พยายามพูดคุย รับฟังสิ่งที่เขาเล่าให้มากๆ
  • อาการในระยะแมเนีย ผู้ป่วยจะมีอาการเปลี่ยนไปอีกขั้วหนึ่ง จะรู้สึกมั่นใจในตัวเองมาก รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ความคิดไอเดียต่างๆ แล่นกระฉูด เวลาคิดอะไรจะมองข้ามไป 2 - 3 ช็อตจนคนตามไม่ทันการพูดจาจะลื่นไหล คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี เรียกว่าเจอใครก็เข้าไปทักไปคุย เห็นใครก็อยากจะช่วย ช่วงนี้ผู้ป่วยจะหน้าใหญ่ใจโต ใช้จ่ายเกินตัว ถ้าเป็นคุณตาคุณยายก็บริจาคเงินเข้าวัดจนลูกหลานระอา ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทก็จัดงานเลี้ยง แจกโบนัส มีโครงการต่างๆ ในหัวมากมาย พลังงานเหลือเฟือนอนดึกเพราะมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด ตีสี่ก็ตื่นแล้ว ตื่นมาก็ทำโน่นทำนี่เลย ด้วยความที่สนใจสิ่งต่างๆ มากมาย ผู้ป่วยโรคนี้จะมีจิตใจวอกแวก ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะทำงานมาก แต่ก็ไม่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ความยับยั้งชั่งใจมีน้อยมาก เรียกว่าพอนึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามจะโกรธรุนแรง อาการในระยะนี้หากเป็นมากๆ จะพูดไม่หยุด คุยเสียงดัง เอาแต่ใจตัวเอง และโกรธรุนแรง ถ้ามีคนขัดขวางอาจถึงขั้นอาละวาด
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็น 
อาการระยะซึมเศร้าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเป็นหลังมีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก
เปลี่ยนงาน มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างกว่าปรกติตรงที่ผู้ป่วยจะเศร้าเป็นระยะเวลานาน ทำงานไม่ได้หรือขาดงานบ่อยๆ

ส่วนอาการระยะแมเนียมักเกิดขึ้นเร็วและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน 2 - 3 สัปดาห์อาการจะเต็มที่
อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าวจนญาติรับไม่ไหวต้องพามาโรงพยาบาล อาการในครั้งแรกๆ จะเกิดหลังมีเรื่องกดดัน แต่หากเป็นหลายๆ ครั้งก็มักเป็นขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรมากระตุ้นเลย

นอกจากนั้น ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแมเนียจะไม่คิดว่าตัวเองผิดปรกติ แต่จะมองว่า
ช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้ ในขณะที่หากเป็นระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยจะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม 

ในระยะซึมเศร้า หากคนใกล้ชิดสนใจมักสังเกตไม่ยาก เพราะผู้ป่วยจะซึมลง ดูอมทุกข์ แต่อาการแบบ
แมเนียจะบอกยาก โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่อาการยังไม่มาก เพราะดูเหมือนจะเป็นแค่คนขยันอารมณ์ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังเกตจริงๆ ก็จะเห็นว่าลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา
อยู่กับโรคอย่างไรให้มีความสุข 
การปฏิบัติตัวที่สำคัญของผู้ป่วยโรคนี้ ได้แก่
  • การรักษาความสม่ำเสมอในการดำเนินกิจวัตรพื้นฐานประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน พบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาหลีกเลี่ยงการนอนดึกหรือดื่มแอลกอฮอล์
  • ในช่วงที่เริ่มมีอาการแมเนีย ให้เลี่ยงการตัดสินใจที่สำคัญๆ หาหลักควบคุมการใช้เงิน หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์มากๆ ให้คนใกล้ชิดและญาติคอยเตือนเมื่อเห็นว่าตนเองมีพฤติกรรมที่อาจไม่เหมาะสม
  • ในช่วงซึมเศร้า เลี่ยงการตัดสินใจที่สำคัญๆ เช่น การลาออกจากงาน ที่สำคัญ อย่ากดดันตัวเองให้ทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนเดิม ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ การกระตุ้นตนเองมากเกินไปกลับจะยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง
  • ความเข้าใจจากคนใกล้ชิดและญาติมีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการรักษาให้ตนเองกลับสู่สภาพปรกติ นอกจากนั้นญาติยังมีส่วนสำคัญในการสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกลับเป็นซ้ำหรือไม่ เพราะในช่วงแรกที่อาการยังไม่มาก ผู้ป่วยจะไม่ทราบว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไป
โรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปรกติของสมองและสามารถรักษาให้หายได้ หากไม่แน่ใจ
ว่าตนเองเป็นโรคนี้หรือไม่ควรจะไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา ส่วนผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ก็ควรจะติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุดนั่นเอง

อากาศเปลี่ยน ระบบการหายใจเปลี่ยน


    ถ้าจะบอกว่าระบบการหายใจก็ไม่แตกต่างจากแฟชั่นเสื้อผ้า ซึ่งต่างกันไปตามฤดู ก็คงไม่ผิด เพราะเมื่ออากาศเปลี่ยน ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพื่อให้ปอดได้รับอากาศที่สดชื่นอย่างแท้จริง


แต่เพราะเราเผชิญกับฤดูกาลที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นประจำมาตั้งแต่เกิด ระบบร่างกายของเราจึงมี
ความสามารถพิเศษ ในการปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี ยกเว้นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นเพราะฝีมือมนุษย์ ก็ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถปรับได้ทัน และอาจเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้

ฤดูร้อน ฤดูแล้ง มลพิษแห่งการหายใจ
ถ้าคุณคิดว่า หน้าร้อน คือฤดูที่หายใจโล่งที่สุด เพราะไม่ต้องเผชิญกับความชื้น ไม่ต้องเสี่ยงเป็นหวัด
เพราะอากาศที่เย็นจัด ขอบอกว่าคุณกำลังคิดผิด แม้ว่าในฤดูร้อนจะไม่มีศัตรูตัวฉกาจอย่างความชื้นและความเย็น แต่ทว่าสิ่งที่กลัวกว่าคือ ศัตรูที่มาพร้อมกับความแห้งแล้ง นั่นคือ ฝุ่นผง ทั้งที่สามารถมองได้เห็นด้วยตาเปล่าและฝุ่นผงขนาดเล็กซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 10 ไมครอนลงมา จัดเป็นฝุ่นละอองที่เป็น
มลพิษ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ ฝุ่นควันรถยนต์ เครื่องจักร โรงงาน หรือการเผาไหม้ของขยะและไฟป่า

ปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่อากาศไม่มีการถ่ายเท ลมสงบนิ่ง หรือเป็นชุมชนแออัดที่ขาดการจัดการเรื่องมลพิษทางอากาศ หากคุณจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จึงควรรู้จักป้องกันก่อนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจในหน้าร้อน
  • ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อช่วยลดการหายใจเอาฝุ่นควันพิษเข้าไป หากฝุ่นควันมีมากให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดปาก ปิดจมูก
  • งดออกกำลังกายในที่โล่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สูดเอาฝุ่นควันเข้าร่างกาย
  • งดเผาขยะ เพื่อลดจำนวนฝุ่นควันที่จะเพิ่มขึ้นในละแวกบ้าน
ฤดูฝน ฤดูแห่งความร้อน ชื้น 
เพราะฤดูฝนคือฤดูที่มาพร้อมกับความร้อน และความชื้น จึงเป็นฤดูที่ไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ว่า
อากาศจะร้อนมากแค่ไหน หรือเย็นและชื้นเพราะฝนที่ตกลงมามากเท่าไร สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายปรับตัวรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่ทัน ไข้หวัดใหญ่เป็นอีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายที่พบมากในฤดูฝน เนื่องจาก ไข้หวัดใหญ่ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมักไม่ทนต่อความร้อนในฤดูร้อน แต่เมื่ออากาศเย็นลงเชื้อจะทนทานมากขึ้น แพร่กระจายง่ายขึ้น เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม จะพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหลายชนิด แบ่งเป็น โรคระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ โรคหวัด และโรค
ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ โรคหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบ


วิธีการที่จะทำให้คุณและระบบทางเดินหายใจของคุณปลอดภัยจากโรคร้ายดังกล่าว สามารถทำได้เพียงง่ายๆ แต่รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน คือ
  • ล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหาร ไม่ควรเอามือเข้าปาก จับจมูกหรือจับตา เพราะอาจสัมผัสโดนน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือจับสิ่งของที่มีเชื้อโรคเกาะอยู่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีช่วยป้องกันหวัดได้ นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงไปในที่ที่มีคนแออัด
  • เปิดหน้าต่างภายในบริเวณบ้านให้แสงแดดช่วยกำจัดเชื้อไวรัสที่กระจายออยู่ในอากาศ หรือหากเป็นบริเวณที่ไม่มีอากาศถ่ายเท อาจใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีระบบกำจัดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อได้ส่วนหนึ่ง
ฤดูหนาว ปลายฝนต้นหนาว ทางตันของระบบหายใจ
ช่วงที่น่ากลัวที่สุดของฤดูหนาว ไม่ใช่แค่ช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุด แต่มันคือช่วงรอยต่อปลายฝนต้น
หนาว โดยเฉพาะเด็กจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากทางเดินหายใจของเด็กมีขนาดเล็กกว่าของผู้ใหญ่จึงอุดตันได้ง่ายกว่า เพราะอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้ทางเดินหายใจ เยื่อบุจมูก และเยื่อบุในช่องปากค่อนข้างแห้ง ไม่มีเมือก (Mucous) มาป้องกันเซลล์จากเชื้อโรค เชื้อโรคจึงสัมผัสกับ
เซลล์โดยตรง ส่งผลให้มีหลายคนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด
หัดเยอรมัน เป็นต้น และเป็นตัวการกระตุ้นให้โรคประจำตัวกำเริบได้ง่ายขึ้น


ลองมาดูกันสิว่า เราควรจะปรับระบบการหายใจอย่างไร เพื่อให้ฤดูหนาวเย็นสบายและมีสุขภาพดีตลอดฤดู
  • คนที่เป็นภูมิแพ้ง่ายหรือเป็นโรคหอบหืด ความเย็นของฤดูหนาวคือตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีอากาศเย็นจัดและควรใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นตลอดเวลา
  • คนส่วนหนึ่งเลือกผิงไฟเพื่อบรรเทาอาการหนาว แต่รู้หรือไม่ว่าควันไฟและขี้เถ้าจะกระตุ้นให้อาการ
    หอบหืดกำเริบ และทำให้ภูมิต้านทานของระบบทางเดินหายใจลดลงอีกด้วย
  • ไม่ควรดื่มสุราแก้หนาวแต่ควรสวมใส่เสื้อผ้าและจิบน้ำอุ่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นจัด โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่อยู่ในออฟฟิศที่ติดเครื่อง
    ปรับอากาศ ประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ไม่มีอากาศถ่ายเท
  • ให้ความสำคัญกับการล้างมือเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ถ้าคุณป่วย ควรใส่หน้ากากป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่คนอื่น