วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผู้ร้ายชื่อเกลือและความเค็มทั้งหลาย


     "เค็ม" คือคำนิยามสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับเกลือ หลายคนชอบมากเพราะทำให้ชีวิตของ
เขาไม่จืดชืด แต่บางคนบอกว่าน่ากลัว เพราะเป็นตัวการก่อโรคร้ายนานาชนิด เกลือมีอะไรดี มารู้จักไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

เกลือเป็นเครื่องปรุงรส มีรูปร่างเป็นเกล็ดขาวๆ เม็ดเล็กๆ รสเค็มๆ คนส่วนใหญ่วางเกลืออยู่บนหิ้งเครื่องปรุงในครัว ภายในตัวเกลือมีธาตุที่เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ โซเดียมและ คลอรีน ซึ่งเมื่อรวมตัวกันทางเคมีจะกลายเป็นสารประกอบชื่อ โซเดียมคลอไรด์ และทำให้เกิดรสเค็มนั่นเอง
ในแง่การทำอาหารแล้ว เกลืออย่างเกลือทำหน้าที่ประสานหรือทำให้อาหารมีรสกลมกล่อมขึ้น เพราะหากคุณ
ใส่เกลือปริมาณเล็กน้อยจะช่วยเสริมให้อาหารมีรสหวานขึ้นได้ นอกจากนี้เกลือยังช่วยในการถนอมอาหารมา
ตั้งแต่สมัยโบราณโดยไม่ต้องอาศัยตู้แช่หรือตู้เย็น เช่น การหมักเกลือการตากแห้งด้วยเกลือ เป็นต้น ทำความรู้จักกับเกลือกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว ทีนี้จะเล่าถึงข้อดีของเกลือให้คุณๆ ฟังกันต่อค่ะ ปฏิบัติ
การของเกลือในร่างกาย
ในร่างกายนั้นเกลือนับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตมากพอๆ กับน้ำและอากาศเลยทีเดียว เพราะเกลือมีโซเดียมที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมีหน้าที่สำคัญในการรักษาปริมาณของเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ นอก
จากนี้ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ได้เล่าถึงหน้าที่ของเจ้าโซเดียมเพิ่มเติมในหนังสือ "ตอบคำถามสุขภาพ
เล่ม 1" ดังนี้
  • รักษาความสมดุลของการกดดันหรือดูดซึมของของเหลวระหว่างเซลล์ (Osmotic Pressure)
  • มีหน้าที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ เกี่ยวกับกล้ามเนื้อนี้โซเดียมจะต้องทำงานร่วมกับคลอไรด์ แคลเซียมโพแทสเซียม และแมกนีเซียม
  • รักษาความสมดุลระหว่างความเป็นกรด - ด่าง
  • ควบคุมการขับถ่ายของเหลว
ถ้าจะพูดภาษาชาวบ้านก็คือ โซเดียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจความดันโลหิต การทำงาน
ของกล้ามเนื้อและการทำงานของไต ในขณะเดียวกันโซเดียมต้องทำงานร่วมกับคลอไรด์ โพแทสเซียม
แคลเซียมและแมกนีเซียม การที่โซเดียมต่ำหรือสูงจะมีผลกระทบกระเทือนต่อแร่ธาตุตัวอื่นๆในร่างกาย แต่ไม่
ต้องกังวลไปค่ะ ร่างกายแสนมหัศจรรย์ของมนุษย์ก็มีวิธีปรับสมดุลเกลืออยู่เหมือนกัน ตามไปดูกันไหมคะ
โชคดีที่มีระบบปรับสมดุลเกลือ
แพทย์หญิงโชติมา พิเศษกุลอายุรแพทย์ด้านโรคไต ขยายความเรื่องนี้ให้ฟังต่อว่า "ปกติร่างกายเราไม่
ค่อยขาดเกลือแม้ว่าจะกินเกลือเพียงเล็กน้อย เพราะร่างกายมีระบบที่สามารถเก็บเกลือไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
และยังปรับตัวต่อปริมาณเกลือที่ลดลงได้ อีกทั้งเกลือยังมีอยู่ในอาหารธรรมชาติแทบทุกชนิดทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว
ผัก และผลไม้ ในปริมาณที่แตกต่างกันไป "นอกจากนี้ในคนปกติก็หมดห่วงเรื่องได้รับเกลือมากเกินไป เพราะเกลือที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ อุจจาระและเหงื่อ โดยมีไตเป็นอวัยวะหลักที่ควบคุมให้มีการกำจัดเกลืออย่างเหมาะสม"
อธิบายง่ายๆ คือ ถ้าบริโภคเกลือน้อย ร่างกายจะขับออกน้อย และถ้าบริโภคเกลือมาก ร่างกายจะขับออกมาก อย่างไรก็ตาม คุณควรยึดหลักสายกลางหรือความพอดี ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ร่างกายของคุณตามมาได้ดังนี้ค่ะ ขาดเกลือไป ทำลายสุขภาพ
อย่างที่คุณหมอโชติมาเล่าว่า โอกาสการขาดเกลือของคนเรานั้นน้อยมากยกเว้นในบางกรณีที่มีการสูญเสีย
โซเดียมมากกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า ภาวะโซเดียมต่ำ ซึ่งเกิดได้จาก
  • การมีเหงื่อออกมากเกินไป เพราะใช้กำลังหักโหมออกกำลังกายอย่างหนักหรือต้องอยู่ในบริเวณที่ร้อน
    อบอ้าวเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียเกลือแร่ออกมาทางเหงื่อ
  • ท้องเสียหรืออาเจียนอย่างรุนแรงหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ จึงจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่เข้าไปทดแทน
  • สูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ จากอุบัติเหตุ ทำให้สูญเสียเกลือแร่จำนวนมากไปกับเลือดนั่นเอง
  • การใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานๆ โดยปกติยาชนิดนี้จะใช้เพื่อขับน้ำส่วนเกินและเกลือแร่ออกจาก
    ร่างกายซึ่งเป็นประโยชน์ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรคหัวใจบางชนิด ตลอดจนผู้ที่มีอาการบวมน้ำ
    เป็นต้น แต่สำหรับบางคนที่ซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเองโดยมิได้ปรึกษาแพทย์ หรือกินยาชนิดนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้โซเดียมในร่างกายลดน้อยลงเช่นกัน
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการ ขาดโซเดียมได้ ซึ่งอาจแสดงอาการดังนี้คือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ การ
ทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ เป็นตะคริว ปวดหัวปัสสาวะน้อย อาจเกิด ภาวะความดันเลือดต่ำ ปริมาณเลือดน้อย ระบบไหลเวียนของเลือดและหัวใจล้มเหลวมีอาการชักหรือกระตุกตามร่างกาย และ หมดสติ ได้ในที่สุด นอกจากนี้ความผิดปกติของร่างกายที่ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายน้ำได้ตามปกติจะส่งผลทำให้เกิดภาวะโซเดียมต่ำ เช่นโรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง โรคไตวายและโรคตับ เป็นต้น ตรงกันข้าม หากคุณๆ ที่ได้รับเกลือเข้าสู่ร่างกายมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการเป็นเวลานาน เกลือที่พูดถึงก็จะกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจต่อสุขภาพของ
คุณได้ค่ะ
เกลือมากเกิน ก่อโรคร้าย
แม้รสเค็มของเกลือจะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร แต่ถ้าคุณกินมากเกินไปก็ให้โทษเช่นกัน ที่เห็นชัดก็คือ กระหายน้ำ นอกจากนั้นยังมีโรคอันตรายอีกมากมาย มาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละอาการและโรคมีอะไรบ้าง
  • ความดันโลหิตสูง สำหรับผู้สูงอายุที่ชื่นชอบอาหารเค็มจัด ที่ขาดไม่ได้คือ น้ำปลาขวดเล็กๆ พร้อมน้ำปลาพริกที่ตั้งประจำบนโต๊ะอาหารที่บ้าน การขอเหยาะน้ำปลาลงบนอาหารและแตะน้ำปลาพริกอีกครั้ง
    ก่อนตักข้าวเข้าปากทำเช่นนี้มานับสิบๆ ปี ประกอบกับไม่ได้สนใจดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ เท่าไร อาจตรวจพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • โรคไต เนื่องจากไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยปรับระดับโซเดียมในร่างกาย โดยปกติเมื่อร่างกายได้รับ
    ปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกมา แต่เมื่อใดก็ตามที่ไต
    ทำงานผิดปกติ ไตก็จะไม่สามารถขับโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมได้
  • โรคหัวใจ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง ถึงแม้จะกินยาควบคุมความดันโลหิตเป็น
    ประจำแล้วก็ตาม แต่หากยังคงชอบกินอาหารรสเค็มจัดเป็นประจำ อาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบ
    เนื่องจากกินโซเดียมมากจนทำให้คุมความดันยาก ผลคือ ทำให้หัวใจต้องสูบฉีดหนักขึ้น และยังอาจทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งคอยควบคุมการไหลเข้า - ออกของเลือดหนาขึ้น ส่งผลให้เกิด
    โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตีบได้ รวมไปถึงโรคเส้นเลือดในหัวใจหรือสมองตีบตัน หัวใจวาย
    อัมพฤกษ์ และอัมพาตได้
  • ภาวะบวม ถ้าร่างกายได้รับเกลือหรือโซเดียมมาก แต่ขับโซเดียมออกมาได้ไม่ดี เช่น กรณีผู้ป่วยโรคไต โรคตับหรือโรคหัวใจ ในร่างกายก็จะมีน้ำคั่งมากเพราะเกลือที่คั่งอยู่จะดูดน้ำเข้ามาไว้ในอวัยวะต่างๆ ทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวมขึ้นได้
  • กระดูกพรุน การรับประทานเกลือมากเกินไปเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมใน
    กระดูกเนื่องจากขณะที่ร่างกายพยายามขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ยังส่งผลให้มีการขับถ่าย
    แร่ธาตุอื่นๆ รวมทั้งแคลเซียมออกไปด้วย
  • โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ อย่างที่เล่าว่า คนที่กินอาหารรสเค็มจัดเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสีย
    แคลเซียมในปัสสาวะมากนั้น แคลเซียมดังกล่าวยังอาจสะสมทำให้เกิดเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีก
    เพราะ แคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของการเกิดโรคนิ่ว
สำหรับคนสูงอายุทุกคนถึงแม้ยังไม่ได้มีโรคประจำตัวใดๆ ก็จำเป็นต้องควบคุมอาหารไม่ให้มีรสจัด โดยค่อยๆ
ลดเค็มลง ส่วนคนที่เริ่มเป็นโรคต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยิ่งควรต้องระมัดระวังอาหารที่มีโซเดียมสูง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคที่เป็นอยู่ หรือกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายากได้ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วควรจะกินเกลือมากหรือน้อยเพียงใดถึงจะดีต่อสุขภาพนั้น เรื่องนี้เกลือมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากค่ะ
ความเค็มในชีวิตประจำวัน
แหล่งโซเดียมไม่ได้มาจากเกลือบนโต๊ะแบบต่างประเทศเท่านั้น เรายังมีเครื่องปรุงรสเค็มอื่นๆ ที่มีเกลือ
เป็นส่วนประกอบอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรมซอสมะเขือเทศ หรือซอสพริก ตลอดจนเครื่องปรุงรสเค็มตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น กะปิ ปลาร้า น้ำบูดู หรือน้ำปู๋ แถมบางบ้านยังต้องมีน้ำปลาพริกวางไว้เคียงคู่โต๊ะอาหารอีกด้วย นอกจากนี้อาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็มีเกลือโซเดียมเป็นส่วนประกอบ แม้อาหารบางอย่างที่ไม่ได้ออกรสเค็มก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบเช่นกัน
อาทิ ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูทาเมต) ตลอดจนสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) เป็นต้น
แล้วอย่างนี้ "เค็ม" เท่าไรถึงพอดี?
จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและข้อกำหนดสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยในฉลากโภชนาการ กำหนดไว้ว่า เราควรบริโภคโซเดียมไม่เกินกว่า 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือวันละ 6 กรัม และเทียบเท่ากับเกลือ1 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม ปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการจริงๆ นั้นน้อยมาก เพียง 500 - 1,475 มิลลิกรัมต่อวัน ปกติอาหารประจำวันจะได้รับโซเดียมคลอไรด์พอเพียงซึ่งเกลือ 1 ช้อนชาจะให้โซเดียมถึง 2,400 มิลลิกรัม มากกว่าปริมาณที่ร่างกายของเราต้องการหลายเท่า ทางที่ดี
สำหรับผู้ที่ไม่อยากเจ็บป่วยหรือเป็นโรคแล้วก็ตามคือ ต้องหัดกินอาหารรสจืดให้ได้เป็นปกติ และกินอาหารรสจัดให้น้อยลง เค็มน้อยลงไปบ้าง เกลือเม็ดเล็กๆอย่างเกลือไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ ทั้งนี้เพื่อ สุขภาพที่ดีของคุณๆ ทุกคนค่ะ
มารู้จักประเภทของเกลือกันเถอะ
การตามหาเกลือไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณสามารถพบได้ทั่วไปในโลกใบนี้ค่ะ แต่จะพบมากที่สุดในน้ำทะเล รองลงมาพบใต้ผิวดิน ซึ่งสามารถเรียกชื่อตามแหล่งที่มา 2 ประเภท ได้แก่
1. เกลือสมุทร คือ เกลือที่ได้จากน้ำทะเล โดยการสูบน้ำทะเลเข้ามาขังไว้ในที่นา ผึ่งแดดและลมจนน้ำระเหยไปเหลือเป็นผลึกเกลือสีขาว
2. เกลือสินเธาว์ หรือ เกลือหิน คือ เกลือที่ได้จากดินเค็มทำ โดยการปล่อยน้ำลงไปละลายหินเกลือที่อยู่ใต้ดิน แล้วจึงสูบน้ำกลับขึ้นมาตากหรือต้มให้น้ำระเหยไป 

นอกจากนี้ผลผลิตที่ได้ยังแยกเกลือออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะรูปร่างได้อีก ได้แก่
1. เกลือเม็ด ผลิตโดยชาวนาเกลือทะเลและผู้ผลิตเกลือสินเธาว์ด้วยวิธีตาก ซึ่งนิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่นการทำไอศกรีม หรือการดองผักผลไม้บางชนิด 
2. เกลือป่น ผลิตโดยโรงงานเกลือป่นที่ซื้อเกลือเม็ดจากชาวนาเกลือมาแปรรูปเป็นเกลือป่น และผู้ผลิตเกลือสินเธาว์ด้วยวิธีการต้ม ซึ่งได้เกลือป่นโดยไม่ต้องผ่านขบวนการแปรรูป นิยมทำเป็นเกลือบริโภคตามบ้านหรือเกลือบนโต๊ะอาหาร (TableSalt)

ติดเค็ม ระวังหัวใจเต้นผิดจังหวะ


     การรับประทานอาหารรสเค็มเป็นเวลานานๆ จนเป็นนิสัย อาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนเร้นในวิถีการบริโภคของเราโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ มาทำความรู้จักกับโรคนี้และค้นพบแนวทางรักษาสุขภาพได้ในบทความนี้

วิถีการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสู่วิถีชีวิตอันเร่งรีบของผู้คนในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้พฤติกรรม
การบริโภคอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด เข้ามาแทนที่การทำอาหารรับประทานเองภายในบ้าน ทำให้มีโอกาสเพิ่มปริมาณการบริโภคเกลือและสารให้ความเค็มเพิ่มมากขึ้น ผลการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวง
สาธารณสุขบ่งชี้คนไทยบริโภคเกลือมากกว่าสามเท่าของมาตรฐานปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน ทำให้มีแนว
โน้มเสี่ยงต่อโรคต่างๆ สูงมากขึ้นตามลำดับ รวมทั้งโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการ “ติดเค็ม” เหมือนกัน
หัวใจ ทำไมต้องผิดจังหวะ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ สาขาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คุณหมอไขข้อข้องใจเรื่องโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการอธิบายกลไก
การทำงานของหัวใจและสาเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ดังนี้ “หัวใจเป็นอวัยวะชิ้นเดียวในร่างกายคนเราที่ทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีหยุด ดังนั้น ภายในหัวใจของคนเราจึงมีจุดกำเนิดไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้าตาม
ธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นพลังงานในการควบคุมหัวใจให้เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และเกิดการบีบรัดกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อสูบฉีดออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

“โดยปกติแล้วหัวใจจะเต้นประมาณ 60 - 80 ครั้งต่อนาที แต่หากอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เช่น ตื่นเต้น
ตกใจ เครียด หรือออกกำลังกาย ก็อาจเต้นเร็วขึ้น แต่ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นจะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุกระตุ้นที่แน่ชัด โดยเกิดจากจุดกำเนิดไฟฟ้าภายในหัวใจทำงานผิด
ปกติ หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในหัวใจ ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย” คุณหมอกล่าวเพิ่ม
เติมว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีอัตราการเต้นของหัวใจช้าผิดปกติ คือ มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที และหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีอัตราการ
เต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ คือ มีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที
สาเหตุที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ
สาเหตุที่ทำให้หัวใจของคนเราเต้นผิดจังหวะ คุณหมอสรุปว่ามีด้วยกันอยู่ 4 สาเหตุหลัก ดังนี้
  • กรรมพันธุ์
    ความผิดปกติของวงจรไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่กำเนิดสามารถเป็นตัวการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งประเภทที่มีอัตราการเต้นช้าเกินไปและเร็วเกินไป โดยอาจมีอาการป่วยตั้งแต่เด็กหรือมีอาการในวัย
    ทำงานก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและปัจจัยกระตุ้น เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น”
  • การเสื่อมสภาพของระบบไฟฟ้าหัวใจ
    สาเหตุนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ เนื่องจากหัวใจทำงานมาเป็นเวลานาน จึงเกิดความเสื่อมตามอายุการใช้งาน ระดับพลังงานที่กระตุ้นให้หัวใจทำงานจึงน้อยลง ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
  • โรคบางชนิด
    โรคหัวใจบางชนิดรวมไปถึงโรคที่ส่งผลต่อระบบหัวใจ เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง
    ไขมันในเส้นเลือดสูงเบาหวาน และผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ โรคเหล่านี้จะส่งผลให้หัวใจหรือวงจรไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ โดยเข้าไปขัดขวางการเดินทางของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ
  • ยาและสารเสพติดบางชนิด
    การกินยาบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ดังที่คุณหมออธิบายว่า “ยาบางชนิดโดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงซึ่งออกฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ก็อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือยารักษาโรคหวัด ยาขยายหลอดลมและยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ก็อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะได้
เกี่ยวอะไรกับความเค็ม?
แม้จะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่เนื่องจากเกลือเป็นตัวที่ดึงน้ำเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเลือดและน้ำ
เพิ่มเข้าไปในระบบ ความดันก็เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ระบบการเผาผลาญลดลง เมื่อได้รับเกลือในปริมาณที่เกินพอดีเป็นเวลานานๆ ทำให้ส่งผลในตอนที่สูงอายุแล้ว เพราะระบบในร่างกายทำการต่อสู้มาโดยตลอด เหมือนกับเครื่องจักรเครื่องยนต์ พอทำงานหนักเป็นเวลานานๆ ก็เสื่อมสภาพตามปกติ

นอกจากนี้ การกินเค็มต่อเนื่องมานานๆ มีผลทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาขึ้น
อีกด้วย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยอาจส่งผลให้หัวใจหรือวงจรไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ และยังส่งผลทำให้อัตราการกรองของเสียผ่านไตเพื่อขับถ่ายออกทางปัสสาวะมากขึ้น หรือกล่าวง่ายๆ คือทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น ส่งผลให้ไตเสื่อมสภาพอันจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตได้อีกด้วย

ติดเค็มแล้วมีแต่ข้อเสียอย่างนี้ ลดเค็มลงทีละนิดละหน่อย
ตรวจเช็กหัวใจ ก่อนเคลื่อนไหวผิดจังหวะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรพันธ์ สิทธิสุข สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะว่า มี 2 ประเภทคือ อาการของโรคหัวใจเต้นช้าผิดปกติและเร็วผิดปกติ
  • อาการของโรคหัวใจเต้นช้าผิดปกติ จะมีอาการมึนงง ใจหวิว วูบ ความดันโลหิตต่ำ หากเป็นหนักอาจ
    เป็นลมหมดสติ ในรายที่อาการไม่มากอาจมีเพียงอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
  • อาการของโรคหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หากมีอาการน้อยอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายและหัวใจเต้นรัวเท่านั้น แต่
    หากมีอาการหนักจะรู้สึกเจ็บหน้าอก หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจวาย และอาจเสียชีวิตโดยเฉียบ
    พลัน
แม้อาการของโรคนี้จะดูรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามไปมาก
แล้ว เนื่องจากอาการของโรคไม่สามารถบ่งได้แน่ชัดว่าป่วยเป็นอะไร จึงทำให้ได้รับการวินิจฉัยผิดในตอนต้น ดังเช่นคุณสุชาดาที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียด ก่อนจะพบสาเหตุที่แท้จริงในอีกสองปีต่อมา
How to Check 
- มีอาการหน้ามืด เป็นลม โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่เลือกเวลา และมักหายเองได้ 
- ระยะเวลาที่มีอาการหน้ามืดเป็นลมนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เช่น ถ้าเป็นระยะเริ่มแรกอาจหายเองได้ภายในไม่กี่นาที และในบางรายอาจมีสัญญาณของโรคชัดเจน เช่น
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกด้านขวากระตุกเมื่อมีอาการ

How to Heal
เมื่อมีอาการ ผู้ป่วยควรรีบไปหาแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและตรวจหาคลื่น
ไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ แต่หากไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ หรือเมื่อไปถึงแล้วอาการดังกล่าวหายไป ผู้ป่วยสามารถขอให้แพทย์ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจได้
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมีการรักษาที่ต่างกันตามความรุนแรงของโรค คือ หากผู้ป่วยยังอยู่ในวัยทำงาน มี
สุขภาพแข็งแรง หรือมีอาการหัวใจเต้นรัวเพียงเดือนละไม่กี่ครั้ง ก็จะให้ดูแลสุขภาพและเฝ้าสังเกตอาการว่า
หากปฏิบัติตนตามที่หมอสั่งแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่ หากดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีอื่น แต่หากผู้ป่วยมี
อาการหนักหรืออายุมากก็จะรักษาด้วยสามวิธีต่อไปนี้ คือ กินยา จี้กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ลัดวงจรด้วยคลื่น
เสียงความถี่สูง และฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในผู้ป่วยที่
หัวใจเต้นช้าผิดปกติ หรือเครื่องกระตุกหัวใจในผู้ป่วยที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
นอกจากรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวแล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติก็ช่วยบรรเทาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
และป้องกันการเกิดโรคได้ ซึ่งวิธีที่คุณหมอแนะนำมีดังนี้
  • ผ่อนคลายความเครียด คุณหมอรุ่งโรจน์กล่าวว่า“ความเครียดถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว
    เนื่องจากเมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนและสารสื่อประสาทต่างๆ ที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็ว ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ”
  • ลดยาบางชนิด ผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยาต่อเนื่องอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งเป็นผล
    ข้างเคียงของยา ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถลดยาหรือเปลี่ยนชนิดยาได้หรือไม่ เพื่อป้องกัน
    อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ งดเครื่องดื่มกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม เนื่องจากสารกระตุ้นที่อยู่ในเครื่องดื่มจะกระตุ้นให้จุดกำเนิดไฟฟ้า หรือกล้ามเนื้อหัวใจที่มีแนวโน้มว่าจะเกิด
    การลัดวงจรทำงานผิดปกติได้เร็วขึ้น
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับทำให้หัวใจได้พักผ่อนและทำงานน้อยลง ซึ่งเท่ากับเป็นการรักษาหัวใจให้แข็งแรงและสูบฉีดเลือดได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แม้เมื่อแรกรู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย มิหนำซ้ำอาการของโรคยังยากต่อการวินิจฉัย ฉันก็ถึง
กับหวาดกลัว ด้วยเพราะมีความเสี่ยงทั้งปัจจัยกรรมพันธุ์และความเครียด แต่เมื่อคุณหมอแนะนำวิธีป้องกันโรคนี้ด้วยวิธีธรรมชาติที่สามารถทำได้เอง เพียงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น หัวใจของคุณก็จะไม่เต้นผิดจังหวะให้เจ้าของต้องเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อแน่นอน
ดูแลหัวใจสไตล์ชีวจิต
อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิตแนะนำการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจว่า “ผู้ป่วยโรคหัวใจควรคุมอาหารโดยลดของเค็มเด็ดขาด กินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด
ลดแป้ง ลดเนื้อและออกกำลังกายสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ห่างไกลโรคร้ายต่างๆ ได้

เกลือ คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม


นอกจากความเค็มที่ช่วยเสริมแต่งรสชาติอาหาร เกลือก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
มารู้จักกับคุณค่าของเกลือที่มีมากกว่าความเค็มกันคะ

เกลือ คุณค่าที่มากกว่าความเค็ม
แน่นอนว่าวลีคลาสลิคอย่าง “พึงรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็ม” จะสะท้อนคุณสมบัติเด่นของเกลือได้ดี แต่จริงๆ แล้วเกลือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้และมีคุณค่ามากกว่าความเค็ม ลองมาทำ
ความรู้จักกับเกลือในมิติใหม่ไปพร้อมๆ กันค่ะ
  • สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีต้นกำเนิดมาจากทะเล แม้จะมีวิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบกนับร้อยล้านปี เกลือก็
    ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จะเห็นว่าแม้จนปัจจุบันทารกในครรภ์ยังต้องลอยอยู่ในน้ำคร่ำซึ่งมีเกลือเข้มข้นเท่ากับน้ำทะเลมนุษย์มีเกลืออยู่ในร่างกายประมาณ 250 กรัม
  • เกลือที่เรากินทุกวันและจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประกอบด้วยธาตุสองตัว คือ โซเดียม ซึ่งลุกเป็นไฟได้เอง และระเบิดได้ กับคลอรีน ซึ่งเป็นพิษร้ายแรง ถ้ากินธาตุทั้งสองแยกกัน แต่ละชนิดสามารถฆ่าคุณได้
  • รสเค็มของเกลือมาจากธาตุคลอรีน ซึ่งจะถูกร่างกายนำไปใช้ผลิตกรดเกลือในกระเพาะอาหาร
  • โลกเราไม่มีวันขาดเกลือ เพราะโลกมีเกลือพอที่จะถมผืนแผ่นดินของทวีปต่างๆ ได้หนาถึง 500 ฟุต
  • เกลือเป็นสินแร่ชนิดเดียวที่เราสามารถสกัดจากดินด้วยการสูบน้ำลงไปละลาย แล้วดูดน้ำเกลือขึ้นมาตากให้แห้ง ได้เกลือผงกลับคืนมา ชาวจีนโบราณเป็นชนกลุ่มแรกที่รู้วิธีดูดน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาใช้ตั้งแต่พระเยซูคริสต์ยังไม่ถือกำเนิด และยังรู้จักทำท่อประปาด้วยไม้ไผ่ส่งน้ำเกลือไปยังนาเกลืออย่างเป็นระบบ
  • ในศตวรรษที่ 16 และก่อนหน้า อาชญากรในคดีอุกฉกรรจ์ ถ้าไม่ประหารก็จะต้องรับโทษเป็นผู้ใช้
    แรงงานในเหมืองเกลือตลอดชีวิต
  • เกลือมีคุณสมบัติดูดน้ำเข้าตัว เมื่อทิ้งเกลือไว้ในภาชนะเปิด มันจะดูดน้ำในอากาศจนเยิ้มละลาย ด้วย
    คุณสมบัติข้อนี้ทำให้มันสามารถถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า เพราะมันจะดูดน้ำออกจากเชื้อจุลินทรีย์จนไม่สามารถเจริญเติบโตได้
จากสารพันเรื่องราวคร่าวๆ จะเห็นว่าเกลือมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชีวิตขนาดไหน และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เกลือยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ อันเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในชื่อว่า “เกลือบำบัด” (Salt Therapy หรือSpeleotherapy) อีกด้วย
ในยุคกลางอันเป็นยุคที่ผลึกเกลือมีค่าดั่งทอง มีเหมืองเกลือเกิดขึ้นมากมายทั่วภูมิภาคยุโรป ผลึกขาวราคา
แพงกลายมามีบทบาทสำคัญหลายประการ ดังจะเห็นได้จากร่องรอยหลงเหลือในภาษาอังกฤษอย่างคำที่เรา
คุ้นเคยกัน เช่น salary (เงินเดือน) sauce (น้ำซอส) sau-sage (ไส้กรอก) salad (สลัด) ซึ่งล้วนมีราก
ศัพท์มาจากคำว่า sal หรือเกลือ ในภาษาละติน หรือแม้แต่หลายเมืองในยุโรปก็ปรากฏคำว่าเกลือในชื่อเมือง ย้ำเตือนให้เห็นว่าเกลือนั้นสำคัญมากเพียงไรในอดีต ส่วนบทบาทของเกลือกับการแพทย์นั้นมีหลักฐานว่า
ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) ปรัชญาเมธีผู้โด่งดังรู้จักการสูดดมไอเกลือเพื่อรักษาโรคทางเดินหายใจมา
ตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว ส่วนในเอเชียมีตำราเภสัชวิทยาโบราณอายุกว่า 4,700 ปีของจีน “เปิ่นเฉ่ากังมู่” (Peng Tzao KanMu) ระบุไว้ว่า ยุคนั้นมีการใช้เกลือแพร่หลายมากกว่า 40 ชนิด ทั้งเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์และเป็นเงินตราแลกเปลี่ยน ในปี ค.ศ. 1843 Felix Boczkowski นายแพทย์ชาวโปแลนด์สังเกตพบว่า
อุบัติการณ์โรคระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นกับคนงานเหมืองเกลือน้อยมาก จึงริเริ่มนำผู้ป่วยทั้งโรคทางเดิน
หายใจและภูมิแพ้ลงไปสูดดมไอเกลือในเหมืองหรือถ้ำเกลือใต้ดิน จนพบว่าช่วยบำบัดโรคอย่างได้ผล ความ
สำเร็จนี้จึงถูกบันทึกลงในตำรา กระตุ้นให้ถ้ำเกลือบำบัดกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง จนเมื่อช่วงสงครามโลก
ครั้งที่ 2 นายแพทย์ชาวเยอรมัน Karl Hermann Spannagel ได้พบว่า ผู้ป่วยทางเดินหายใจซึ่งลี้ภัยอยู่ในถ้ำเกลือมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งย้ำเตือนประโยชน์ของถ้ำเกลือต่อสุขภาพอย่างชัดเจน
ประโยชน์ของเกลือบำบัด
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า เกลือบำบัดช่วยรักษาโรคระบบทางเดินหายใจได้หลายชนิด อาทิโรคหอบ
หืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอจามจากภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง หายใจผิดปกติและแน่นหน้าอก ไอจากการสูบ
บุหรี่และรับควันบุหรี่ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ อาการแพ้ฝุ่นและละอองเกสร

โดยก่อนเข้ารับการบำบัดจะต้องมีการวัดความดันและอุณหภูมิร่างกาย ดื่มน้ำสะอาดหนึ่งแก้วเพื่อป้องกัน
การสูญเสียน้ำ สวมชุดคลุมให้มิดชิดแล้วเข้าไปในถ้ำเกลือเพื่อสูดไอเกลือนาน 45 นาทีควรบำบัดต่อเนื่อง 5 - 10 ครั้ง จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นได้ภายใน 7 - 30 วันและคนไข้บางรายอาจไม่ต้องใช้ยาแก้ภูมิแพ้อีกเลย

อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและผู้เข้ารับการบำบัดรายอื่น ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคอวัยวะ
ภายในล้มเหลว โรคความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง โรคเลือด วัณโรค มะเร็ง ผู้มีอาการทางจิต ผู้ติดยาผู้เมาสุรา ผู้ที่อ่อนเพลียและน้ำหนักลดผิดปกติ สตรีมีครรภ์ ผู้มีไข้สูงรวมทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบเข้าถ้ำเกลือค่ะ
ลดเกลือเพื่อชีวิต
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่น้ำอัดลม ข้าวโพดคั่ว และถั่วอบโรยเกลือจะวางขายคู่กันหน้าโรงหนัง คนที่อยู่ในภาวะอารมณ์สนุกรื่นเริงจะเลือกกินของเค็มมัน ของเค็มทำให้กระหาย มีผลทำให้น้ำอัดลมแก้วใหญ่พิเศษขายดี และเพราะเหตุนี้ คนเราจึงบริโภคเกลือเกินปริมาณที่ร่างกายกำหนด เมื่อเกิดการสะสมก็ย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย คนติดเค็มทั้งหลายควรพึงระวังให้ดี แม้เกลือจะมีคุณค่า แต่ว่าอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้นค่ะ
จึงขอปิดประเด็น “เกลือ” คราวนี้ด้วย 5 เทคนิคลดเกลือ ลดโรค สำหรับคนป่วยและคนเสี่ยงจะป่วยค่ะ เพราะถ้าคุณกินเค็มจัดมาโดยตลอด หากจะงดไปเลยคงเป็นเรื่องยากหรืออาจฝืนใจ ถ้าเช่นนั้นลองเทคนิค
ง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณลดเค็มเพื่อลดโรค แต่ยังมีความสุขกับการกินได้อร่อย ดังนี้ค่ะ

1. เริ่มต้นที่ใจ ผู้ป่วยควรตระหนักรู้จากความรู้สึกภายในของตัวเองก่อนว่า การลดเกลือสำคัญกับชีวิต
ของเขาและช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ เช่น ช่วยคุมความดัน ช่วยชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ โดยไม่ใช่คุณหมอหรือลูกหลานพูดบังคับ

2. ปรับพฤติกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากปรับลดเครื่องปรุงรสในการปรุงอาหารและบนโต๊ะ
อาหาร เพื่อให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อม แต่ไม่ใช่รสเค็มจัดหรือใส่น้ำปลาพริกตามความเคยชิน และที่สำคัญ ควรชิมอาหารก่อนเติมเครื่องปรุงรสต่างๆ 

3. ถ้าต้องการเพิ่มรสชาติอาหาร ให้ใช้เครื่องเทศแทนการใช้เกลือ เช่น น้ำส้ม มะนาว กระเทียม ขิง หัวหอม พริกเป็นต้น หรือใช้เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำแทนเครื่องปรุงรสสูตรปกติ (ยกเว้นในผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจบางชนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้)
4. หลังจากนั้นจำกัดอาหารที่มีโซเดียมมาก ได้แก่ อาหารที่มีรสเค็ม ทั้งเกลือ น้ำปลา ซอส หรือ
อาหารหมักดองอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป รวมถึงอาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก แต่ไม่มีรสเค็ม เช่น อาหารใส่ผงชูรส ผงฟู และสารกันบูด เป็นต้น 

5. เมื่อจับจ่ายซื้ออาหารสำเร็จรูป อ่านฉลากกำกับทุกครั้ง และเลือกซื้ออาหารที่ระบุชัดเจนว่า
"โซเดียมต่ำ" หรือ "ไม่มีเกลือ" หรือ "ไม่เติมเกลือ" เท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ “เกลือ” ผลึกขาวรสเค็มมากคุณค่ามาแต่ครั้งโบราณและสืบทอดคุณประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีควรเลือกใช้เกลือให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อรสชาติอาหารและการรักษาสุขภาพนะคะ