วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ของหมักดอง ได้ประโยชน์แถมอร่อย


เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ความจริงอีกด้านของอาหารหมักดองก็ถูกเปิดเผย โดย
เฉพาะสารอาหารบางอย่างที่ร่างกายต้องการในแบบที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ แต่สิ่งนั้นอยู่ในของหมักดอง!

อาหารทุกชาติภาษา ล้วนแต่มีอาหารประเภทหมักดองทั้งนั้น เช่น เกาหลีมีกิมจิ ฝรั่งมีโยเกิต ญี่ปุ่นมี
มิโซะ โปแลนด์มีซาวเออร์เคร้าท์ และอินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรม ก็มีอาหารที่มีของหมักดองเรียกว่าลาสซี่ เมื่อเอ่ยถึงของหมักดอง เราอาจจะนึกถึงข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเลือกให้ดีและ
เหมาะสมก็มีประโยชน์และยังอร่อยอีกด้วย ที่สำคัญในของหมักดองยังมีสารอาหารบางอย่างที่ร่างกายต้องการแต่ไม่สามารถผลิตเองได้ด้วยนะคะ
  • รู้เรื่องการดองกันก่อน
    โดยทั่วไปการดองแบ่งเป็น 2 อย่างง่ายๆ คือ การดองเปรี้ยวและการดองเค็ม การดองเปรี้ยวทำได้ 2
    แบบ แบบแรก ดองอาหารในน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นไม่มาก ประมาณ 5 - 8% แบบที่ 2 ทำโดยดองอาหารไว้ในน้ำส้มสายชูที่ปรุงเสริมให้กลมกล่อมด้วยน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศ ส่วนการดองเค็ม ทำได้โดยดองอาหารไว้ในน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นสูงประมาณ 20 - 25% อาหารที่ได้จะมีรสเค็มและ
    สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าอาหารดองเปรี้ยว
  • หมักดองสร้างของดี
    ในกระบวนการหมักดองจนได้ที่ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ตัวดี ซึ่งช่วยสร้างรสชาติอร่อยอย่างรส
    เปรี้ยว อันเกิดจากจุลินทรีย์ย่อยคาร์โบไฮเดรตจนกลายเป็นกรดแลคติก เจ้าเชื่อจุลินทรีย์ตัวดียังไปฆ่า
    เชื้อจุลินทรีย์ตัวร้าย อย่างเช่น แบคทีเรียอีโคไลที่อยู่ในผักสด ของสด แต่ไม่สะอาด มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง จนได้ของดีเอาไว้กิน นอกจากนั้น เชื้อจุลินทรีย์ตัวดีนี้ยังสร้างวิตามินและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย ซึ่งถ้าเป็นอาหารหมักดองในกลุ่มพืช เช่น ผักดอง ถั่วหมักดอง นัตโตะ จุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียบาซิลัส ซับทีลิส ก็จะช่วยย่อยให้เกิด วิตามิน B2 หรือไรโบฟลาวิน ที่มี
    บทบาทช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกาย เพราะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ขณะเดียวกัน ยังทำหน้าที่เสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ และแปลงวิตามิน B6 และโฟเลตให้อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้งานได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและการสร้างเม็ด
    เลือดของร่างกาย ตามมาด้วย วิตามิน B12 ที่ช่วยสังเคราะห์ดีเอ็นเอและการเจริญเติบโตตามปกติของเม็ดเลือดแดง แถมยังช่วยลดการสะสมไขมันในตับ และป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
รู้หรือไม่?
การหมักดองจะช่วยรักษาและเพิ่มวิตามิน เช่น วิตามินบี 1 ในหัวไช้เท้าดองจะเพิ่มขึ้น 12
เท่าจากหัวไช้เท้าสด และให้ใยอาหารมากกว่าผักสดถึง 4 เท่า (ในน้ำหนักที่เท่ากัน) เพราะเกลือทะเลทำให้ผักยุบตัวลง เราจึงกินได้มากขึ้น และได้ใยอาหารมากขึ้นไปด้วย
หากเป็นอาหารหมักดองในกลุ่มเนื้อสัตว์ ก็จะได้สารอาหารอย่าง อะมิโนแอซิด มาแทน ทั้งชนิดที่ร่างกายผลิตเองได้ และชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ โดยจะมีเชื้อจุลินทรีย์ตัวดีหลายตัวมาช่วยย่อย อาทิ
แบคทีเรียเปปไทด์ สำหรับอะมิโนแอซิด ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายต้องการ เพราะโปรตีนในร่างกาย เช่น
กล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง เลือด เอ็น อวัยวะ ต่อม ผม เล็บ เอนไซม์ ฮอร์โมน แอนติบอดี้และของเหลวต่างๆ
(ยกเว้นน้ำดีและปัสสาวะ) ไม่สามารถถูกสร้างหรือคงอยู่ได้โดยปราศจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโน

นอกจากนี้แบคทีเรียที่มีในอาหารหมักดอง จะช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร และผลิตวิตามินบางอย่างให้ร่างกาย ทำให้ลำไส้ลื่น ซึ่งเป็นผลให้แบคทีเรียที่เป็นโทษไม่สามารถยึดเกาะเพื่อที่จะทำให้
ร่างกายเกิดเจ็บป่วยได้

ทั้งนี้เพียงแต่ต้องรู้จักกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป และเลือกกินของหมักดองที่ได้คุณภาพ
ผ่านการรับรองความสะอาดและปลอดภัยเป็นหลักนะคะ
รู้ไว้ใช่ว่า!
อาหารหมักดองเป็นของแสลงจริงหรือ?
โบราณมีความเชื่อว่า อาหารหมักดองเป็นของแสลง หรือเป็นอาหารที่อาจสร้างความเจ็บป่วยให้
กับผู้บริโภคบางกลุ่มได้ เช่น คนที่เพิ่งหายไข้หรือกำลังป่วยอยู่ สตรีมีครรภ์ เด็ก และคนชรา จึง
ห้ามคนเหล่านี้รับประทานอาหารหมักดอง อย่างไรก็ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดองด้วยเหตุผล
หลักดังนี้
1 ปริมาณโซเดียมหรือเกลือที่มีค่อนข้างสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่นผู้ป่วยมะเร็ง
โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ไตตับ หัวใจ และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

2 ความสะอาด เนื่องจากในการหมักดองอาหารนั้นจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา หากไม่ควบคุมกรรมวิธีในทุกขั้นตอนให้สะอาดเพียงพอ ระหว่างการหมักดองก็อาจจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายเติบโตขึ้นในอาหารได้
3 สารปนเปื้อนอื่นๆ ข้อแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า วัตถุที่ใช้ปรุงรสอาหารหมักดองที่ดีก็ต้องเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างเกลือและน้ำตาล ไม่ใช้สารปรุงแต่งรสที่มีอันตรายซึ่งอาจตกค้างในร่างกายได้ อย่างสีที่มีสารประกอบของโลหะหนัก ขัณฑสกรหรือดีน้ำตาล
สารบอแร็กซ์หรือผงกรอบ เป็นต้น
ข้อแนะนำ
เพื่อให้อาหารหมักดองมีคุณค่ากับร่างกายอย่างแท้จริง เรามีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่อยากให้คุณมองข้าม
ดังนี้ค่ะ
- หากเลือกได้ ควรจะเลือกบริโภคอาหารหมักดองที่ผ่านกระบวนการที่สะอาดและมีมาตรฐาน โดยดูจากฉลากและหีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายมาตรฐาน
- ใครที่กลัวว่ากินผักดองแล้วปริมาณเกลือจะมากเกินไป ควรกินผักดองสด มากกว่าผักดองแห้งซึ่งเก็บไว้ได้นาน
- ทำความสะอาดก่อนบริโภค ในกรณีที่ต้องซื้ออาหารหมักดองจากตลาดสดที่มักวางขายสินค้าไว้ในชามอ่างที่มีลักษณะเปิด หลังจากซื้อมาก็ควรจะทำความสะอาดโดยล้างน้ำเปล่าหลายๆ ครั้งเสียก่อน 
- ปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิสูงๆ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค เช่น บิดหรือท้องร่วง ด้วยการต้มหรือนึ่งในระยะเวลานานพอสมควร จึงจะถือว่าปลอดภัย
- ทำเองปลอดภัยกว่า หากคุณชอบรับประทานอาหารหมักดองบ่อยๆ ก็มีข้อแนะนำว่า น่าจะลองใช้วิธีดองหรือหมักอาหารที่บ้าน เพราะนอกจากจะสามารถควบคุมทั้งความสะอาด การใช้เครื่องปรุงรสที่มาจากธรรมชาติ เช่น เกลือ น้ำตาล และน้ำส้มสายชู โดยปราศจากสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่มักจะพบในอาหารหมักดองตามท้อง
ตลาด

สำหรับชาวญี่ปุ่น บรรดาผักดองจัดเป็นสโลว์ฟู้ด ซึ่งเป็นเคล็ดลับแห่งความเยาว์วัย โดยเวลานำมาทำ
อาหารต้องล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่เป็นส่วนผสมในอาหารจานต่างๆ เพื่อช่วยชูรส จะช่วยให้รส
ชาติน่ากินขึ้นอีก ฉะนั้นอย่าลังเลที่จะเติมลงไปในอาหารทุกจานในครั้งหน้ากันนะคะ

ผักดอง ของประจำชาติคนทั่วโลก

     กิมจิ เกี้ยมไฉ่ ผักเสี้ยน ฯลฯ ทำความรู้จักกับนานาผักดองที่เริ่มต้นจากความต้องการถนอมอาหารเฉพาะถิ่นจนกลายเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาของคนทั่วโลก

ผักดองรสเค็มๆ เปรี้ยวๆ และเก็บไว้กินได้นานเป็นวัฒนธรรมอาหารอย่างหนึ่งของคนทั่วโลก โดยเฉพาะ
ในประเทศเมืองหนาวที่ต้องเก็บผักไว้กินในฤดูที่ไม่มีผัก แต่ละประเทศมีการใช้ผัก วิธีการดอง และวิธีการกินที่แตกต่างกันไป ลองมาทำความรู้จักกับผักดองของชาติต่างๆ กันค่ะ
  • ผักดองแบบไทยๆ
    เริ่มที่คนไทยก่อนเลยค่ะ ภูมิปัญญาพื้นบ้านของเราใช้น้ำซาวข้าวดองผักพื้นบ้าน เช่น ผักเสี้ยน ผัก
    หนาม ผักกุ่ม ซึ่งคนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จักกันแล้วทั้งน้ำซาวข้าวและผักต่างๆ ส่วนความรู้เรื่องการทำผักดองต่อมาได้จากคนจีนที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทย และถ่ายทอดความรู้ให้กันและกัน จึงทำให้คน
    ไทยและกลุ่มคนวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อสายจีน สามารถปรุงผักดองและนำมาปรับใช้กับวัฒนธรรม
    ตัวเองได้อย่างเหมาะสม
  • ผักดองแบบจีน
    เป็นผักดองที่รู้จักและนิยมกินกันมาก มีรสเปรี้ยว เค็ม กลิ่นหอมเฉพาะ ซึ่งพอแบ่งแยกตามที่ขายใน
    ตลาดได้ เช่น ผักดองแห้งของคนจีนแคะและคนกวางตุ้ง หลักการดองโดยทั่วไปคือ ขยำกับเกลือทิ้งไว้ให้เกลือดูดน้ำออกจากผักจนหมด แล้วนำไปตากแดดจนแห้งสนิท นิยมนำมาต้มเป็นแกงจืดกับกระดูก
    หมู หรือหั่นต้มกับหมูสามชั้นน้ำขลุกขลิกรสเค็ม กินกับข้าวต้มหรือข้าวสวยก็ได้ เช่น หั่มช้อยกอน ดอง
    จากผักโขมจีนหรือชุงฉ่าย หมุ่ยชอย ดองจากผักกวางตุ้งไต้หวันต้นสั้น

    ผักดองประเภทอื่น ๆ ที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันอย่างดี คือ ผักดองเค็ม (เกี้ยมไฉ่) ผักดองเปรี้ยว
    (ซึงฉ่าย) เป็นผักดองของคนแต้จิ๋วซึ่งเป็นคนจีนกลุ่มใหญ่มากในกรุงเทพฯ ผักดองเสฉวน มีรสเค็ม เผ็ด
    เนื้อผักเหนียว มีรสชาติเฉพาะ บ้านเราดองเองไม่ได้ ต้องส่งมาจากจีน ผักนี้ใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง
    ส่วนใหญ่ซอยแล้วผัดรวมกับผักอื่นๆ ใช้เป็นเครื่องชูรสอย่างดี
  • กิมจิ
    หากเอ่ยถึงอาหารของชาติใดแล้ว จานที่ขึ้นชื่อส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นอาหารจานหลัก แต่มีข้อยกเว้น
    สำหรับอาหารเกาหลี หลายคนมักนึกถึงกิมจิเป็นอย่างแรก น่าจะเป็นเพราะกิมจิมีรสชาติที่โดดเด่นและมีมิติทางสังคมที่ลึกซึ้ง ชาวเกาหลีทำกิมจิกินมานานนับพันปีแล้วเพราะเป็นวิธีเก็บผักไว้กินในฤดูหนาว
    ยุคแรกเป็นเพียงผักดองเกลือ ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องปรุงรสขึ้นอีก จนได้ชื่อว่าเป็นนักดองผัก มีผักดองใส่พริกรสเผ็ด เค็ม และเปรี้ยว ผักที่นิยมดอง เช่น ผักกาดขาว หัวไช้เท้า ว่ากันว่าคนเกาหลีมีกิมจิผักเป็นร้อยชนิด แม้แต่พริกก็นำมาดอง

    กิมจิใช้กินเป็นเครื่องเคียงกับอาหารจานหลัก เช่น ข้าวคลุกผัก (บิบิมบับ) และเนื้อย่างเกาหลี (บุลโกกิ) ผักที่ใช้ทำก็มีหลายชนิด เช่น ผักกาดขาว หัวไช้เท้า แตงกวา พริกแดง นักวิชาการเกาหลีบันทึกไว้ว่า ชาวเกาหลีทำกิมจิหลากหลาย ถึง 180 ชนิด กิมจิที่รู้จักกันมากที่สุดคือ กิมจิผักกาดขาว
  • ทซึเคโมโน
    คนญี่ปุ่นมีผักดองหลายแบบ เช่น อะซาซูเกะ (Asazuke) เป็นผักดองเร็วทันใจ ใส่เกลือ 1 - 2% ของน้ำหนักผัก พร้อมเสิร์ฟ 10 นาทีหลังจากคลุกเกลือ เอนซุยซูเกะ (Ensui Zuke) เป็นผักดองใน
    น้ำเกลือใส่เกลือ 2 - 3% ต่อน้ำหนักน้ำ ดองนาน 3 ชั่วโมงก็รับประทานได้ ทั้งสองชนิดนี้เก็บในตู้เย็นได้ นาน 2 - 3 วัน คนญี่ปุ่นใส่สาหร่ายคอมบุผสมลงไปในผักด้วยเพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าอาหาร และถ้า
    ดองไม่นานควรหั่นผักชิ้นเล็ก แต่ถ้าดองนานหั่นผักชิ้นใหญ่ ส่วนผักดองแบบญี่ปุ่นคือ ทซึเคโมโน
    (Tsukemono) กลายมาเป็นอาหารยอดนิยมอย่างมากในช่วงสมัยเอโดะ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารแล้ว ผักดองยังเป็นเครื่องเคียงที่ช่วยเสริมหน้าตาและรสชาติของอาหาร ให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้นและที่ญี่ปุ่นนั้นอาหารทุกมื้อต้องเสิร์ฟพร้อมผักดอง เพราะรสชาติของความมันและความชุ่มฉ่ำที่มีอยู่ในผักดองนั้นจะช่วยล้างปากเพื่อให้เตรียมรับรสชาติใหม่ของอาหารต่อไป
  • ซาวเออร์เคร้าท์
    ด้านตะวันตกแถบยุโรป เยอรมัน หรือรัสเซียไม่มีผักดองโดดเด่น ส่วนใหญ่นิยมดองผักในน้ำส้มสายชูใส่น้ำตาล หรือดองแบบเปรี้ยวหวานเค็มแบบที่เหมาะสำหรับทานกับฮอทดอกหรือแซนวิช แต่เวลาสั่งขา
    หมูเยอรมันทอด เราจะเห็นว่ามีกะหล่ำปลีดองวางติดมาด้วยกองโตๆ เป็นเครื่องเคียง นั่นคือ
    ซาวเออร์เคร้าท์ (Sauerkraut) ภูมิปัญญานี้ช่วยย่อยเจ้าขาหมูจานนั้นให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก
    ในการย่อยค่ะ ส่วนวิธีทำกะหล่ำดองนี้เขาจะต้องใช้วิธีดองแบบธรรมชาติ นั่นคือใช้เกลือเป็นตัวช่วยให้
    เกิดการหมัก จึงเกิดตัวเอนไซม์นี้ได้ และยังใส่เครื่องเทศให้หอมและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
ของดองแต่ละชาติมักมีผักดองและวิธีการหมักดองแตกต่างกันไป อย่างที่ได้ลองนำเสนอเป็นตัวอย่างเพื่อเรียกน้ำย่อยเท่านั้นค่ะ ซึ่งหากมีโอกาสอยากให้ลองชมชิมรสชาติอื่นๆ เพื่อจะได้รู้จักกับของดองมากขึ้นค่ะ

ของหมักดองเสี่ยงต่อสุขภาพเพศหญิง

     ผลไม้ดองดูเหมือนจะเป็นของคู่กันกับผู้หญิงเรา แต่บางครั้งของหมักดองก็สร้าง
ปัญหาให้กับสุขภาพเพศหญิงได้เช่นกัน

จริงอยู่ที่ของหมักดองจี๊ดจ๊าดนั้นช่างเหมาะสมคู่กั๊นคู่กันกับผู้หญิงเรา ทั้งผลไม้ดองเปรี้ยวจี๊ด ฝรั่งแช่บ๊วย
เปรี้ยวๆ หวานๆ มะขามคลุกรสเจ็บ หรือมะม่วงแช่อิ่มแสนอร่อย ฯลฯ ล้วนเป็นของถูกปากหลังมื้ออาหารหรือ
ยามว่าง ยามบ่าย แต่บรรดาผลไม้ดองหรือของหมักดองก็อาจมีโทษต่อสุขภาพเหมือนกันค่ะ

เริ่มต้นที่ “ความเปรี้ยว” ของบรรดาของหมักหรือผลไม้ดอง แค่คิดถึงของเปรี้ยวๆ ก็กระตุ้นปุ่มรับรสให้ทำงานเลยใช่ไหมค่ะ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากความเปรี้ยวมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำ
ย่อย แต่ต้องระวังค่ะ หากทานมากไปหรือทานขณะท้องว่างก็อาจจะเกิดอาการแสบท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้

ประเด็นสำคัญคือ การรับประทานของดอง ผลไม้ดอง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้หญิงเราอย่างมาก โดย
เฉพาะในช่วงที่สุขภาพร่างกายอ่อนไหว แถมอากาศร้อนๆ ชื้นๆ อับๆ แบบนี้ยิ่งต้องระวังค่ะ

อันตรายจากการกินของดองสำหรับผู้หญิงเราที่ควรระวัง ได้แก่ การปวดท้องน้อย จะปวดในช่วงที่เราใกล้จะมีประจำเดือน หรือช่วงมีประจำเดือน 1 - 2 วันแรก ซึ่งหากเผลอรับประทานผลไม้ดองจะปวดท้องมากผิดปกติ ในที่นี้หมายความว่าถึงกินยาแก้ปวดก็ไม่หายหรือทุเลาแค่นิดหน่อย นอกจากนี้อาจมีตกขาวมากกว่าปกติ หรือตกขาวขุ่นเหลือง-เขียว และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ รู้สึกคันยิบๆ ตลอดที่จุดซ่อนเร้น เวลาที่มีตกขาวออกมาเยอะ 
ดังนั้นหากเป็นไปได้ อาจจะงดของเปรี้ยวของดองในช่วงที่สุขภาพร่างกายอ่อนไหวก่อนก็ดีนะคะ จะได้ไม่ต้องทรมานกับการปวดท้องน้อย เพราะอาการดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดโรคที่เราไม่รู้ก็ได้ และถ้าหากใครมี
อาการเริ่มต้นดังที่กล่าวไว้ แนะนำว่าควรไปตรวจเพิ่มเติมที่แผนกสูติฯ ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทันที ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภายใน อัลตราซาวด์ ตรวจมะเร็งปากมดลูก ตกขาว ช็อกโกแลตซีสต์ ถ้าอายุน้อยๆ ควรตรวจตั้งแต่แรกจะดีมาก เป็นการป้องกันไว้ก่อนค่ะ

ต่อกันที่ “ความหวาน” เป็นของแถม เราจะสังเกตว่า ผลไม้ในรถเข็นส่วนใหญ่จะอมหวานนิดๆ นั่นเพราะสารแซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกรค่ะ ขัณฑสกรเป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 300 - 400 เท่า แต่มีราคาถูกกว่าน้ำตาล จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใส่ในผลไม้ เพื่อเพิ่มความหวาน โดยที่ไม่รู้ว่าสารชนิดนี้นอกจากจะไม่มีประโยชน์ แล้วยังเป็นอันตรายอีกด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปในปริมาณที่มากเกิน
ความจำเป็นจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ สถาบันอาหารในประเทศไทยเคยสุ่ม
ตัวอย่างผลไม้จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจหาสารขัณฑสกร ผลปรากฏว่า เกือบทุกตัวอย่างพบสารชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ 4 ใน 5 ตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์นั้นปนเปื้อนในปริมาณที่สูงมาก

การรับประทานของอร่อยถูกปากเป็นเรื่องน่ายินดีค่ะ แต่ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ตามใจปากมากเกินไปจนเป็นโทษแก่ตัวเองนะคะ

รู้ไว้ใช่ว่า : ว่าที่คุณแม่กับของเปรี้ยวของดองของคู่กัน
หลายคนคงเชื่อว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะต้องอยากทานของเปรี้ยวหรือบรรดาของหมักดอง อาการอยากอาหารไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์คุณแม่จะมีระดับ
ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ซึ่งไปกระตุ้นความอยากอาหารและต่อมรับรส ทำให้อยาก
อาหารต่างๆ แต่ที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยากกินเป็นพิเศษเหมือนๆ กันคือ ของเปรี้ยว ไม่ว่าจะเป็น
มะม่วงเปรี้ยว มะดัน มะขาม หรือพวกของหมักดอกต่างๆ จนกลายเป็นกฎเหล็กไปแล้วว่า เมื่อไหร่ที่ตั้งครรภ์แพ้ท้องจะต้องทานของเปรี้ยว

จริงๆ ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนจะอยากทานของเปรี้ยว แต่ของเปรี้ยวจะช่วยลดหรือแก้อาการแพ้
ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน รวมไปถึงความกระหายน้ำได้ ลองสังเกตว่าถ้าเรารู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เรามักจะอยากทานของเปรี้ยว และเมื่อทานแล้วอาการเหล่านั้นก็จะค่อยๆ หายไป ดังนั้นการทานของเปรี้ยวลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนก็ใช้ได้ผลกับคุณแม่ตั้งครรภ์เช่นกันค่ะ